ราคาต่อรอง : โปรตุเกส ต่อ 0.5

———————————————————————

โปรตุเกส

———————————————————————

สวิตเซอร์แลนด์

———————————————————————

สนามา Lusail Iconic Stadium

วิเคราะห์เกม – ในรอบนี้ สวิตเซอร์แลนด์ เองพวกเขาจะต้องมาเจอกับงานที่ก็ถือว่าดูหนักแน่นอน เพราะ รอบนี้ต้องมาเจอกับ ทีมอย่าง โปรตุเกส และ แม้ว่าฟอร์มในรอบแบ่งกลุ่มจะทำผลงานได้ดีใกล้เคียงกัน เพราะ เข้ารอบมาด้วยการมี 6 แต้มเช่นเดียวกันก็ตามที แต่ถ้าว่ากันด้วยในเรื่องของ องค์ประกอบภาพรวมของทั้งสองทีมนี้กันดู ก็ยังค่อนข้างที่จะเชื่อใจกับ ศักยภาพทีม และ ขุมกำลังตัวผู้เล่นภาพรวมของทางด้านทีมอย่าง โปรตุเกส ที่ยังดูแกร่งทั่วแผ่นกว่า อยู่มากกว่า ทำให้เกมนี้เชื่อว่าโอกาสที่ โปรตุเกส จะเป็นฝ่ายบดเอาชัยในเวลาได้ในเกมนี้ มองว่ามีความเป็นไปได้ที่สูงกว่า เกมนี้เห็นควรว่

คเรทเปิด : โปรตุเกส ต่อ 0.5

 ฟันธง : ต่อ โปรตุเกส เด็ดจริง

สกอร์ที่คาดไว้ : โปรตุเกส ยิง 2-0

Leave a Comment

ราคาต่อรอง : ฮอฟเฟ่นไฮม์ ต่อ 0.5/1

———————————————————————

ฮอฟเฟ่นไฮม์

———————————————————————

แวร์เดอร์ เบรเมน

———————————————————————

สนามา PreZero Arena (Sinsheim)

วิเคราะห์เกม -เจ้าบ้าน ฮอฟเฟ่นไฮม์ ภาพรวมในช่วงที่ผ่านมานั้น ฟอร์ม อาจจะยังไม่ได้ถึงกับดูดีอะไรนักก็ตามที แต่ถ้าดูกันเฉพาะกับเกมในบ้านอย่างเดียว ต้องบอกว่า ฮอฟเฟ่นไฮม์ เองพวกเขามีสถิติที่ดีพอตัวเลยอยู่เหมือนกัน 4 นัด ยังไม่แพ้ใครมาเลย และ เก็บชัยมาได้ถึง 3 เกม ขณะที่ทีมเยือน แวร์เดอร์ เบรเมน ภาพรวมในช่วงหลังของพวกเขานั้นก็ต้องบอกว่าฟอร์มดูกระเตื้องขึ้นมาพอสมควรเลย 2 เกมหลังสุด เป็นการ เสมอ และ ชนะ มาอย่างละเกมด้วยกัน ความเชื่อใจนัดนี้อยู่ที่เจ้าบ้าน ฮอฟเฟ่นไฮม์ เชื่อว่าเอาชนะได้เเน่นอน

เรทเปิด : ฮอฟเฟ่นไฮม์ ต่อ 0.5/1

 ฟันธง : ต่อ ฮอฟเฟ่นไฮม์

สกอร์ที่คาดไว้ : ต่อ ฮอฟเฟ่นไฮม์ 2-0

Leave a Comment

วิเคราะห์บอล แชมป์เปี้ยนชิพ อังกฤษ

ราคาต่อรอง : เวสต์บรอมวิช ต่อ เสมอ

———————————————————————

เวสต์บรอมวิช

———————————————————————

วัตฟอร์ด

———————————————————————

สนามา The Hawthorns (West Bromwich)

วิเคราะห์เกม -เจ้าบ้าน โบโลญญ่า 5 นัดหลังสุด ชนะ 1 เสมอ 4 ผลงานโดยรวมยังดูทรงๆ นัดนี้จะต้องเปิดสนามรับการมาเยือนของทาง โคเซนซ่า ทีมที่ผลงานโดยรวมดูดีเลย 5 นัดหลังสุด ชนะ 4 เเพ้ 1 แต่ความเชื่อใจนัดนี้อยู่ที่เจ้าบ้าน โบโลญญ่า เพราะเชื่อว่ายังดูแข็งกว่าน่าจะเอาอยู่แน่นอน

 เรทเปิด : โบโลญญ่า ต่อ 0.5/1

 ฟันธง :ต่อ โบโลญญ่า

สกอร์ที่คาดไว้ : ต่อ โบโลญญ่า 2-0

Leave a Comment

วิเคราะห์บอล สวีเดน ออลสเวนส์คาน

ราคาต่อรอง : มัลโม่ ต่อ 0.5/1

———————————————————————

มัลโม่

———————————————————————

เฮลซิงบอร์ก

———————————————————————

สนามา Eleda Stadion (Malmö)

วิเคราะห์เกม -เจ้าบ้าน มัลโม่ 5 นัดหลังสุด ชนะ 3 เเพ้ 2 ผลงานโดยรวมยังดูดี นัดนี้จะต้องเปิดสนามรับการมาเยือนของทาง เฮลซิงบอร์ก ผลงานโดยรวมของพวกเขานั้น ยังไม่ดีเลย 5 นัดหลังสุด ชนะ 1 เเพ้ 4 ความเชืื่อใจนัดนี้อยู่ที่เจ้าบ้าน มัลโม่ น่าจะเอาชนะได้เเน่นอน

 เรทเปิด : มัลโม่ ต่อ 1.5

 ฟันธง : ต่อ มัลโม่

สกอร์ที่คาดไว้ : ต่อ มัลโม่ 2-0

Leave a Comment

วิเคราะห์บอล สวีเดน ออลสเวนส์คาน

ราคาต่อรอง : เยอร์การ์เด้น ต่อ 1.5

———————————————————————

เยอร์การ์เด้น

———————————————————————

โอเรโบร

———————————————————————

สนาม ele2 Arena (Stockholm)

วิเคราะห์เกม – เจ้าบ้าน เยอร์การ์เด้น 5 นัดหลังสุด ชนะ 1 เสมอ 3 เเพ้ 1 ผลงานโดยภาพรวมในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลที่ผ่านมานั้น ยังไม่ถึงกับเอาตัวรอดได้ดี นัดนี้จะต้องเปิดสนามรับการมาเยือนของทาง โอเรโบร 5 นัดหลังสุด ชนะ 1 เเพ้ 4 ทำให้เกมนี้เชื่อว่าโอกาสที่ทีมรองบ๊วยของลีกอย่าง โอเรโบร ไม่น่าจะถึงกับบุกมาแพ้ด้วยสกอร์ที่ขาดเป็นอย่างน้อยในเกมนี้ น่าจะยันไหวสบาย

 

ราคาต่อรอง – เยอร์การ์เด้น ต่อ 1.5

ทรรศนะ – รอง โอเรโบร ยันไหว.

ความมั่นใจ 90%

Leave a Comment

วิเคราะห์บอล ไอร์แลนด์ พรีเมียร์ลีก

ราคาต่อรอง : ดันดาล์ค ต่อ 1

———————————————————————

ดันดาล์ค

———————————————————————

ฟินน์ ฮาร์ป

———————————————————————

สนาม Nou Estadi Castalia (Castellón de la Plana)

วิเคราะห์เกม -เจ้าบ้าน ดันดาล์ค 5 นัดหลังสุด ชนะ 3 เสมอ 1 เเพ้ 1 ผลงานโดยรวมของพวกเขายังไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น นัดนี้จะต้องเปิดสนามรับการมาเยือนของทาง ฟินน์ ฮาร์ป ที่ฟอร์มดูโดดเด่นกว่า 5 นัดหลังสุด ชนะ 4 เเพ้ 1 ความเชื่อใจนัดนี้อยู่ที่ทีมเยือน ฟินน์ ฮาร์ป และน่าจะยันไหวได้เเน่ๆ

ราคาต่อรอง – ดันดาล์ค ต่อ 1

ทรรศนะ – รอง ฟินน์ ฮาร์ป 1-1

ความมั่นใจ 90%

Leave a Comment

วิเคราะห์บอล ลาลีก้า สเปน 2

ราคาต่อรอง : เอสปันญ่อล ต่อ 0.5

———————————————————————

คาสเตลล่อน

———————————————————————

เอสปันญ่อล

———————————————————————

สนาม Nou Estadi Castalia (Castellón de la Plana)

วิเคราะห์เกม -เจ้าบ้าน คาสเตลล่อน 5 นัดหลังสุด ชนะ 2 เสมอ 2 เเพ้ 1 ผลงานโดยรวมของพวกเขา ยังไม่ดีนัก นัดนี้จะต้องเปิดสนามรับการมาเยือนของทาง เอสปันญ่อล ที่ทรงยังคงดูดี 5 นัดหลังสุด ชนะ 2 เสมอ 3 ความเชื่อใจนัดนี้อยู่ที่ เอสปันญ่อล เเละน่าจะเอาชนะได้เเน่ๆ

ราคาต่อรอง – เอสปันญ่อล ต่อ 0.5

ทรรศนะ – ต่อ เอสปันญ่อล 0-2

ความมั่นใจ 90%

Leave a Comment

วิเคราะห์บอล ลีกเอิง ฝรั่งเศส

ราคาต่อรอง : แรนส์ ต่อ เสมอ

สถิติการเจอกัน

———————————————————————

โอลิมปิก มาร์กเซย

———————————————————————

แรนส์

———————————————————————

สนาม Orange Vélodrome (Marseille)

วิเคราะห์เกม -เจ้าบ้าน โอลิมปิก มาร์กเซย ภาพรวมในช่วงหลังของพวกเขานั้น ทำผลงานได้ดูย่ำแย่เหลือเกิน นัดนี้จะต้องเปิดสนามรับการมาเยือนของทาง แรนส์ ผลงานโดยภาพรวมในช่วงหลังของพวกเขานั้น ก็ต้องบอกว่า ทำผลงานได้ดูย่ำแย่ไม่แพ้กัน เพราะ 8 เกมหลังสุดไม่ชนะใครเลย ความเชื่อใจนัดนี้อยู่ที่ โอลิมปิก มาร์กเซย ที่ยังพอมีทรงเเละน่าจะเอาชนะได้เเน่ๆ

ราคาต่อรอง – แรนส์ ต่อ เสมอ

ทรรศนะ – รอง โอลิมปิก มาร์กเซย 1-0

ความมั่นใจ 90%

Leave a Comment

โหมโรงก่อนเกมฟุตบอลโลก ไทย เจอกับ มาเลเซีย และ เวียดนาม

เหลือเวลาอีก 5 วันก็จะถึงเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกเพื่อเข้าสู่รอบ 12 ทีมสุดท้ายของทีมช้างศึกซึ่งจะแข่งขันเป็นนัดที่ 4 คือวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 19.45 น.เจอทีมชาติมาเลเซียในเกมเยือนสนามบูกิตจาลีล และต่อด้วยนัดที่ 5 คือวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 เจอทีมชาติเวียดนามในเกมเยือนที่สนามหมีดิ่ญ สเตเดี้ยม พลพรรคช้างศึก ทำผลงานชนะ 2 เสมอ 1 มี 7 คะแนนจาก 3 นัด เป็นจ่าฝูงของกลุ่มจี เรามาดูความพร้อมและโอกาสรวมทั้งสถิติทั้งหมดกันก่อนว่าแนวโน้มที่ทีมชาติไทยเรามีโอกาสที่จะเก็บได้กี่แต้มและหนทางและทางเลือกต่อไป

สถิติต่างๆ

สถิติในการพบกับ มาเลเซีย

การเจอกันล่าสุดก็คือศึกอาเซียนปี 2018 นัดแรกไทยออกไปเสมอที่บูกิต จาลิล 0-0 ก่อนจะกลับมาเสมอในบ้าน 2-2 รวมผล 2 นัดเสมอ 2-2 แต่ไทยตกรอบจากกฎประตูทีมเยือน เท่ากับว่าไทยเจอมาเลเซีย 3 ครั้งหลังสุดยังไม่ชนะ ชัยชนะครั้งสุดท้ายก็ต้องย้อนไปในรายกการแข่งขันศึกอาเซียนปี 2018รอบชิงชนะเลิศที่ไทยชนะในบ้านได้ก่อนเกมแรก 2-0 ก่อนที่จะบุกไปแพ้ 2-3 แต่ก็ได้แชมป์ด้วยกฎประตูทีมเยือนนั่นเอง

การเจอกัน 15 ครั้ง เป็นไทยที่สถิติเหนือกว่า เอาชนะไปได้ 7 ครั้ง เสมอ 5 และแพ้ 3 นัด

หากนับเฉพาะการแข่งขันที่สนามบูกิต จาลิล ที่มีความจุแฟนบอลสูงถึง 87,411 ที่นั่ง นั้นไทยไม่เคยเก็บชัยกลับบ้านได้เลย จากการเสมอ 2 และแพ้อีก 2 นัด เริ่มจาก ปี 2004 แพ้ไป 2-1 ในรอบแรก ครั้งที่สองปี 2012 เสมอ 1-1 ในรอบรองชนะเลิศ นัดแรก ในปี 2014 แพ้ 3-2 ในรอบชิงชนะเลิศ นัดที่สอง และล่าสุดวันที่ 1 ธันวาคม 2018 รอบรองชนะเลิศ เอเอฟเอฟคัพ เสมอ 0-0

จุดแข็งของ มาเลเซีย

แน่นอนว่าสนามและแฟนบอลมีส่วนช่วยให้พวกเขาทำผลงานกับเกมในบ้านได้ดีและไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เสียงอื้ออึงจากที่กองเชียร์เข้าไปชมเต็มความจุของสนามทำให้คู่แข่งที่บุกมาเยือน หากไม่คุ้นเคยโอกาสเกิดอาการขาสั่นและเล่นผิดฟอร์มมีสูง และที่สำคัญคือพื้นสนามที่ใช้หญ้าใบใหญ่ ทำให้การคอนโทรลบอลไม่ไหลลื่นเท่าที่ควร และทำให้เกิดการผิดพลาดได้ง่าย ยิ่งหากเจ้าบ้านมีแผนตุกติกเรื่องการฉีดน้ำในสนามก่อนแข่งด้วยแล้วยิ่งต้องเตรียมรับมือให้ดี

ส่วนนักเตะที่ควรระวังให้ดี โมฮามาดู ซูมาเรห์ นักเตะแกมเบียที่โอนสัญชาติมา แน่นอนว่าพละกำลังต้องแข็งแกร่งตามฉบับนักเตะแอฟริกา ยิ่งบวกความเร็วด้วยแล้วถือว่าไม่ธรรมดาเลย เพราะฉะนั้นกองหลังไทยต้องจับตาให้ดีแบบกระชั้นชิด

จุดอ่อนของ มาเลเซีย

แท็กติกที่ใช้แทบไม่ค่อยปรับเปลี่ยนทำให้คู่ต่อสู้เดาทางง่าย และกึ่นของ ตันเซ็งโฮ โค้ชของทีมระดับยังเป็นรอง นิชิโนะ อยู่หลายขุม ยิ่งเขายึดแกนหลักชุดเดิมๆ ก็ยิ่งง่ายต่อการวางแผนรับมือ

สถิติในการพบกับเวียดนาม

โดยในรอบ 2 ทศวรรษหลังสุด ไทย พบ เวียดนาม ทั้งหมด 23 ครั้ง ปรากฏว่า ไทยชนะ 15 นัด เสมอกัน 5 นัด และ เวียดนามชนะเพียง 3 นัด เท่านั้น
โดยไทยชนะเวียดนามครั้งล่าสุดก็คือรายการแข่งขันฟุตบอลโลกรายการเดียวกันนี้ โดยการบุกไปเอาชนะถึงถิ่น3-0

ส่วนเวียดนามชนะเราครั้งล่าสุดก็คือการแข่งขันคิงส์คัพ ครั้งที่ 47 เมื่อต้นปี 2019 ในนัดตัดเชือกปรากฏว่าไทยแพ้ 0-1

ส่วนนัดล่าสุดที่พบกัน เป็นฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกนัดแรกของรายการนี้ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ สนามกีฬาธรรมศาสตร์ ซึ่งเสมอกันไป 0-0

จุดแข็งของเวียดนาม

แน่นอนว่าต้องเป็นเขาคือ “ปาร์ค ฮัง ซอ” กุนซือชาวเกาหลีใต้ผู้เข้ามาปรับเปลี่ยนทีมชาติเวียดนามจนดีขึ้นแบบทันตาเห็น แท็กติกที่นำมาใช้เหมาะอย่างยิ่งกับสรีระและความอึดของคนเวียดนามได้เป็นอย่างดี โดยผลงานการคุมทีมชาติเวียดนามเจอกับทีมชาติไทยมาแล้ว 4 นัด ชนะไทย 3 นัดเสมอ 1 เริ่มจากทีมยู23เวียดนาม ชนะ ไทย 2-1 ในศึก4เส้ายู23 ต่อด้วยยู23ชิงแชมป์เอเชีย2020 รอบคัดเลือก เวียดนาม ชนะ ไทย 4-0 ในศึกคิงส์คัพ2019ที่ไทย เวียดนาม บุกชนะ ไทย 1-0 ส่วนนัดล่าสุดที่พบกัน เป็นฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก รายการนี้ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ สนามกีฬาธรรมศาสตร์ ซึ่งเสมอกัน 0-0

จุดอ่อนของเวียดนาม

ก็แทบไม่ต่างจากมาเลเซียนั้นคือแท็กติกที่ใช้ที่ยังคงใช้สไตล์เดิมอยู่ตลอด นั้นคือเพรสซิ่งสูงและใช้การตัดฟาวล์เป็นหลัก หากว่าทีมไหนสามารถแก้เพรสซิ่งของพวกเขาได้โอกาสชนะก็มีสูง และตรงจุดนี้เชื่อว่านิชิโนะคงมีแผนรับมือแล้ว จากเกมแรกที่เจอกันถือว่าไทยเราเหมือนจะค้นพบสูตรในการรับมือแล้ว เพียงแต่กรรการปล่อยเกมเกินไปหากวันนั้นมีการคาดโทษไว้บ้างบทสรุปก็คงแตกต่างเพราะเวียดนามคงใช้แท็กติกไม่ได้เต็มร้อยเพราะโอกาสโดนใบแดงนั้นสูง แต่นี่ทั้งเกมไม่มีใบเหลืองสักใบจากการตัดฟาวล์รุนแรงๆตั้งหลายจังหวะ และหากนัดที่สองที่จะเจอกันหากกรรมการทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเที่ยงธรรมเชื่อว่าจุดนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่จะทำให้เวียดนามยิ่งเล่นยากขึ้นเพราะแนวรุกของเรามีความคล่องตัวสูงกันตั้งหลายคน

สถิติยามปะทะฝีมือกันของสองโค้ชอย่าง นิชิโนะ กับ ปาร์ค ฮัง ซอ

เคยเจอกันมาแล้ว 3 ครั้ง ปรากฏว่า นิชิโนะ ยังไม่เคยพาทีมแพ้ต่อทีมของ ปาร์คเลย โดยเป็นการเก็บชัยชนะ 1 และเสมอ 2 อันมีรายละเอียดดังนี้

1 รายการเอซีแอล นิชิโนะ ทำทีม กัมบะ โอซาก้า ชนะ ชุนนัมดราก้อนส์ ภายใต้โค้ชปาร์ค ถึงเกาหลี 4-3

2 รายการเอซีแอล นิชิโนะ ทำทีม กัมบะ โอซาก้า เสมอ ชุนนัมดราก้อนส์ ภายใต้โค้ชปาร์ค ในบ้าน 1-1

3 รายการฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกนัดแรกกลุ่มจี นิชิโนะ ทำทีม ไทย เสมอ เวียดนาม ภายใต้โค้ชปาร์ค ในบ้าน 0-0

การเปลี่ยนแปลงของไทยภายใต้ผู้นำทีมที่ชื่อ นิชิโนะ

การที่เราได้ นิชิโนะ มาทำทีมก็ทำให้วิธีการเล่นของพวกเราเปลี่ยนไปด้วยรวมถึงมีนักเตะหน้าใหม่ๆ เข้ามาอยู่ในทีมหลายคนและแต่ละคนก็มีสมาธิกับเกมและเล่นกันด้วยความมั่นใจที่มากกว่าเมื่อก่อนโดยใช้การโจมตีที่รวดเร็วและเด็ดขาดจนในที่สุดก็ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ จริงแท้แน่นอนก็คือเขาเป็นคนยกระดับความแข็งแกร่งของทีมชาติไทยขึ้นมามากมายกว่าเดิมหลายเท่า

แผนการเล่นของและแท็กติกที่ใช้

ตำแหน่งมิดฟิลด์กลางสนามในยุคนิชิโนะ เป็นพื้นที่สุดสำคัญในแผนการเล่นของ นิชิโนะ โดยเขาเลือกใช้ สารัช กับ พิธิวัตต์ เป็นหัวใจสำคัญในแดนกลางถือว่าเป็นสองคีย์แมนสำคัญในหมากของเขาทีเดียว

การวิ่งไล่เพรสซิ่งแบบไม่มีหมดไม่ว่าพื้นที่ใดของสนาม หรือการเปลี่ยนจังหวะเกมรับเป็นเกมรุก แดนกลางจะมีส่วนร่วมกับเกมสูงมาก โดยเฉพาะตำแหน่งมิดฟิลด์ที่ยืนปักหลักกลางสนามสองคนในระบบ 4-2-3-1 จะต้องมีสภาพความฟิตที่ดีในระดับหนึ่ง

และจาก 4 นัดที่ผ่านมาภายใต้การคุมทีมของเขานักเตะตำแหน่งอื่นในแนวรุกกลับทำประตูให้กับทีมได้มากกว่ากองหน้าเสียอีกนี่คือแบบฉบับที่เค้าใช้ตอนคุมทีมญี่ปุ่นในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา รูปแบบและแผนการเล่นก็ไม่แตกต่างกันนัก ผลลัพท์ที่ได้ก็คล้ายๆกันในส่วนนี้ จากสถิติที่ยกมาชี้ให้เห็นว่านักเตะในตำแหน่งกองหน้าไม่ได้มีหน้าที่คอยยิงประตูเท่านั้น และประตูที่ทำได้ก็ไม่จำเป็นต้องมาจากกองหน้า กล่าวคือ นักเตะตำแหน่งเกมรุกในทีมของนิชิโนะ ต้องมีดีที่การยิงประตู ยิ่งนิชิโนะ มีเพลเมคเกอร์ตัวเก่งอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ดาวเตะคอนซาโดเล ซัปโปโร อยู่ในทีม รวมไปถึงจอมทัพที่โชว์ฟอร์มดีอย่าง เอกนิษฐ์ ปัญญา, สุภโชค สารชาติ, ศิวกรณ์ เตียตระกูล และบดินทร์ ผาลา ที่พร้อมจะเล่นตามแบบแผนของนิชิโนะอยู่แล้วทำให้ง่ายต่อการพัฒนาทีมมากยิ่งขึ้น

การเตรียมความพร้อมก่อนการสู้ศึกในครั้งนี้

ช้างศึก เริ่มต้นเข้าแคมป์เก็บตัวในรูปแบบ มินิแคมป์ ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. – 4 พ.ย. ที่ผ่านมา ก่อนที่ล่าสุด กุนอากิระ นิชิโนะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย วัย 64 ปี จะทำการตัดตัวผู้เล่นจากทั้งหมด 32 คน ให้เหลือ 24 คน เป็นที่เรียบร้อย โดยส่วนใหญ่ ยังยึดแกนหลักจากเกมที่เปิดบ้านชนะ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) 2-1 แทบทั้งหมด อาทิ กัปตันทีม ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน , ธีรศิลป์ แดงดา , ธีราทร บุญมาทัน และ สารัช อยู่เย็น มีเพียง ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ ทริสตอง โด ที่หายเจ็บกลับมาติดทีมเท่านั้น

สาเหตุที่ อากิระ นิชิโนะ นำผู้เล่นไปทั้งหมด 24 คน เนื่องจากในเกมพบกับ ทีมชาติมาเลเซีย จะหมดสิทธิ์ใช้งาน ธีราทร บุญมาทัน แบ็คซ้ายคนสำคัญ ที่ติดโทษแบน ซึ่งจะส่งรายชื่อ 23 คนตามปกติ จากนั้น จะทำการตัดตัวผู้เล่นใหม่อีกครั้ง จาก 24 คนที่มีอยู่ ในเกมพบกับ ทีมชาติเวียดนาม โดยทั้ง 24 คนดังกล่าว จะอยู่กับทีมจนจบนัดที่ 5

สำหรับ ทีมชาติไทย กลับเข้าแคมป์ฝึกซ้อมอีกครั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 8 พ.ย.นี้ โดยขาดเพียง 3 แข้งต่างแดนอย่าง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ , ธีราทร บุญมาทัน และ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่จะตามมาสมทบในวันที่ 11 พ.ย.โดยจะเดินทางไปยังประเทศ มาเลเซีย ร่วมกับทีม เพื่อเตรียมพบกับทัพ “เสือเหลือง” ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 นัดที่ 4 วันที่ 14 พ.ย.2562 ต่อด้วยบุกไปเยือน ทีมชาติเวียดนาม ในนัดที่ 5 วันที่ 19 พ.ย.2562

รายชื่อผู้เล่น 24 คนแยกตามตำแหน่ง

ผู้รักษาประตู

กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ – โอเอช ลูเวิน
ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน – บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
ฉัตรชัย บุตรพรม – บีจี ปทุม ยูไนเต็ด

กองหลัง

ธีราทร บุญมาทัน – โยโกฮามา เอฟ มารินอส
พรรษา เหมวิบูลย์ – บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
กรกช วิริยอุดมศิริ – บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม – บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
นิติพงษ์ เสลานนท์ – การท่าเรือ เอฟซี
เอเลียส ดอเลาะ- การท่าเรือ เอฟซี
อดิศร พรหมรักษ์ – เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด
มานูเอล ทอม เบียรห์ – ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด
ทริสตอง โด – ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

กองกลาง

ชนาธิป สรงกระสินธ์ – คอนซาโดเล ซัปโปโร
ศศลักษณ์ ไหประโคน – บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
สุภโชค สารชาติ – บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
สารัช อยู่เย็น – เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด
พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล – สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด
ศิวกรณ์ เตียตระกูล – สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด
เอกนิษฐ์ ปัญญา – สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด
ธนบูรณ์ เกษารัตน์ – การท่าเรือ เอฟซี
บดินทร์ ผาลา – การท่าเรือ เอฟซี

กองหน้า

ธีรศิลป์ แดงดา – เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด
ศุภชัย ใจเด็ด – บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา – บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

 

คาดการณ์ 11 ตัวจริง : 4-2-3-1 ในเกมกับมาเลเซีย

ผู้รักษาประตู : ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน
กองหลัง : นิติพงษ์ เสลานนท์, มานูเอล ทอม เบียรห์, พรรษา เหมวิบูลย์, กรกช วิริยอุดมศิริ
กองกลาง : สารัช อยู่เย็น, พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล, ชนาธิป สรงกระสินธ์, เอกนิษฐ์ ปัญญา, สุภโชค สารชาติ
กองหน้า : ธีรศิลป์ แดงดา

คาดการณ์ 11 ตัวจริง : 4-2-3-1 ในเกมกับเวียดนาม

ผู้รักษาประตู : ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน
กองหลัง : นิติพงษ์ เสลานนท์, มานูเอล ทอม เบียรห์, พรรษา เหมวิบูลย์, ธีราทร บุญมาทัน
กองกลาง : สารัช อยู่เย็น, พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล, ชนาธิป สรงกระสินธ์, เอกนิษฐ์ ปัญญา, สุภโชค สารชาติ
กองหน้า : ธีรศิลป์ แดงดา

อันดับในฟีฟ่า เวิลด์ แรงกิ้ง ขยับขึ้น

ผลงานอันยอดเยี่ยมของไทยก็คือการกระโดดขึ้นมา 5 อันดับ สู่ที่ 109 ในฟีฟ่า เวิลด์ แรงกิ้ง เดือนตุลาคม กลายเป็นชาติในเอเชียที่มีการขยับอันดับขึ้นมาสูงที่สุดประจำเดือนร่วมกับ กาตาร์ และ อิรัก ทำให้ทีมชาติไทยมีอันดับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา บางทีมันอาจนานเกินไปที่ไทยต้องรอการแจ้งเกิดขึ้นมาใหม่ เพราะหลังจากก้าวไปถึงอันดับที่ 43 อันเป็นอันดับโลกที่สูงที่สุดตลอดกาลของพวกเขาเมื่อเดือนกันยายน 1998 ทีมชาติไทยก็เริ่มตกลงมาเรื่อยๆ เป็นระยะเวลา 16 ปี จนสิ้นสุดที่อันดับ 165 เมื่อเดือนตุลาคม 2014 อย่างไรก็ดี นับแต่นั้นพวกเขาก็ขยับอันดับขึ้นมาอย่างสม่ำเสมอ จนมาอยู่ในอันดับที่ดีที่สุดในรอบ 5 ปี และการที่แข็งแกร่งขึ้นมาด้วยฟอร์มที่ดีของนักเตะหนุ่มๆ ทำให้ถูกคาดหวังขึ้นกว่าเดิมว่า ทีมจะสามารถรักษาฟอร์มปัจจุบันของพวกเขาไว้ได้หรือไม่

ทีมชาติไทย ในฟีฟ่า/โคคา โคล่า เวิลด์ แรงกิ้ง

อันดับโลกเฉลี่ยนับตั้งแต่มีการจัดลำดับ: 98
อันดับล่าสุด : 109 (ตุลาคม 2019)
ต่ำที่สุด : 165 (ตุลาคม 2014)
สูงที่สุด : 43 (กันยายน 1998)

ผลงานดีโดยได้รับคำชมบนเว็บไซด์ของฟีฟ่า กับบทความบางตอน

ล่าสุดไทยได้รับคำชมจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้เผยบทความแสดงความเห็นต่อทีมชาติไทย โดยเนื้อหาบนเว็บไซต์ระบุว่า “ทีมชาติไทย ภายใต้กุนซือคนใหม่ อากิระ นิชิโนะ ฟอร์มดีจนน่าทึ่งในฟุตบอลโลก กาตาร์ 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ซึ่งการชนะ 2 เสมอ 1 นับเป็นผลงานอันน่าประหลาดใจ ที่ทำให้ช้างศึกขยับขึ้นสู่หัวตารางของกลุ่มที่นับว่าท้าทายกลุ่มหนึ่ง ระหว่างทาง แม้ว่าจะเสมอกับเวียดนามแบบไร้สกอร์ในนัดประเดิมสนาม พวกเขาก็ฮึดกลับมาชนะ 3-0 อย่างมีสไตล์ต่อเจ้าบ้านอินโดนีเซีย ก่อนจะต่อเนื่องด้วยผลงานอันน่าตกตะลึงต่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 2-1 ในบ้าน”

“และรางวัลตอบแทนสำหรับผลงานอันยอดเยี่ยมของพวกเขาก็คือการกระโดดขึ้นมา 5 อันดับ สู่ที่ 109 ในฟีฟ่า เวิลด์ แรงกิ้ง เดือนตุลาคม กลายเป็นชาติในเอเชียที่มีการขยับอันดับขึ้นมาสูงที่สุดประจำเดือนร่วมกับ กาตาร์ และ อิรัก ทำให้ทีมชาติไทยมีอันดับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา”

“ท่ามกลางความยอดเยี่ยมของทีมโดยรวมก็ยังมีนักเตะดาวรุ่งหลายคน ที่ได้รับความสนใจจากผลงานอันน่าจับตามองอย่าง สุภโชค สารชาติ ตัวรุกวัย 21 ปี ที่ก้าวขึ้นมาเป็นฮีโร่ในเกมกับอินโดนีเซีย ด้วยทำ 2 ประตู และเรียก 1 จุดโทษ ช่วยให้ทีมของเขาเก็บ 3 แต้ม และยังไม่หมดเท่านั้น เอกนิษฐ์ ปัญญา กองกลางวัย 20 ปี ยังจ่าย 1 ยิง 1 ช่วยให้ ทีมชาติไทย เอาชนะ ยูเออี ที่น่าเกรงขามในนัดล่าสุดอีกด้วย”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราอย่าเพิ่งหลงระเริงกับคำชมจนเกินไปจนอาจจะนำมาซึ่งความเย่อหยิ่งผยอง และบทสรุปเป็นการสร้างความกดดันให้แก่ตัวเองอันนำมาสู่บทสรุปบั้นปลายที่ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านอาเซี่ยนไปได้ และอาจจะถูกมาเลเซียหรือเวียดนามพัฒนาไปก่อนจนเราต้องเดินตามหลัง ทางที่ดีเราควรจะมาโฟกัสไปทีละเกมอย่างที่นิชิโนะเคยกล่าวไว้

-บูมเมอแรง-

Leave a Comment

ผ่านเกมรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกนัดแรกของทีมชาติไทย ไปแล้ว โดยเสมอ วียดนามไปแบบไร้สกอร์ 0-0 ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสอง กลุ่ม จี เมื่อวันที่ 5 ก.ย.62 ซึ่งเป็นการคุมทีมนัดแรกของโค้ชใหม่นาม อากิระ นิชิโนะ ด้วย นับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้รับเสี่ยงชื่นชมกันอย่างล้นหลาม ทั้งๆที่หากเป็นเมื่อก่อนหากไทยเราเสมอทีมในอาเชี่ยนกับเกมในบ้านแบบนี้แล้วละก็ จะมีเสียงก่นด่ามากกว่าเสี่ยงชื่นชมแน่นอน และยิ่งเป็นการเสมอกับ เวียดนามด้วยแล้วละก็เสียงสะท้อนก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณมากกว่านี้นี้ อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้แฟนๆชาวไทยส่วนใหญ่เปลี่ยนทรรศนะคติไป เราจะมาวิเคราะห์ออกมาให้เห็นเป็นประเด็นหลัก 5 ข้อดังนี้

1 รูปแบบการเล่น

อากิระ นิชิโนะ วางแผนให้ทีมชาติไทย เล่นในระบบ 4-4-2 แบบไดมอนด์ ผู้รักษาประตูคือ ศิวลักษณ์ เทศสูงเนิน แนวรับ 4 คน ทริสตอง โด, พรรษา เหมวิบูลย์, มานูเอล ทอม เบียร์ห, ธีราทร บุญมาทัน แดนกลาง ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ยืนอยู่เป็นตัวสุดท้าย ขนาบข้างด้วย สารัช อยู่เย็น และ พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล โดยมี ชนาธิป สรงกระสินธ์ ยืนสูงคอยปั้นเกมให้คู่กองหน้า อย่าง สุภโชค สารชาติ กับ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์

2 ความหวังในอนาคต

ทิศทางการทำทีมของ นิชิโนะ ที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและนำมาใช้กับไทย และผลการแข่งขันเกมแรกนับว่าเป็นการจุดประกายได้เยอะทีเดียวในหมู่แฟนบอล ซึ่งเกิดความคาดหวังที่มากขึ้นและด้วยเอกลักษณ์ เฉพาะตัวของชนชาติญี่ปุ่นคือการเอาจริงเอาจังและเน้นระเบียบวินัยเอามากๆ ทำให้โอกาสที่จะประสบความสำเร็จของทีมฟุตบอลไทยนั้นมีสูง

ความคาดหวังและชื่นชมในโลกโซเชี่ยล โดยหลังจบเกม บรรดาชาวเน็ตแฟนบอลชาวไทย ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมีความสุข แม้แข้งไทยจะไม่สามารถคว้า 3 แต้มได้ก็ตาม ซึ่งคอมเม้นท์ที่เข้ามาโพสต์ในเพจเฟซบุ๊กสื่อกีฬาต่างๆ ต่างแสดงความชื่นชมด้วยแท็กติกของนิชิโนะ และผลงานที่ยอดเยี่ยมของทีมชาติไทย ที่สู้เต็มที่เพื่อแฟนบอลชาวไทยแม้พื้นสนามจะไม่อำนวยก็ตาม

อย่างไรก็ตามแฟนบอลส่วนใหญ่ต่างให้กำลังใจ และชื่นชมทาง “สุภโชค สารชาติ” แนวรุกวัย 21 ปี ในจังหวะสุดท้ายของเกมที่

เจ้าตัวเลือกตัดสินใจยิงเอง โดยที่มี ชนาธิป สรงกระสินธ์ ยืนอยู่ตรงกลางไร้คู่แข่งประกบ แต่ฟอร์มโดยรวมของเจ้าเช็คตลอด 90 นาที ถือเป็นที่น่าประทับใจแฟนบอลชาวไทยเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

เรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านี้นั่นหมายถึงรูปแบบและแผนการเล่นนั้นถือว่าการใช้ นิชิโนะ คุมทีมถือว่าตรงจุดและโดนใจคนไทยส่วนใหญ่นั่นเอง

3 การแก้ปัญหาระกว่างเกม

อาจจะถือว่าเป็นมิติใหม่ของวงการฟุตบอลไทยก็ว่าได้ เพราะเราจะหาดูได้ยากมากที่ในระหว่างเกม โค้ชจะปรับเปลี่ยนรูปแบบแล้วดีขึ้นมา แม้กระทั่งในยุค ซิโก้ แม้ภาพรวมเค้าจะเก่งและสามารถทำให้ทีมหลุดพ้นขึ้นมาจากยุคมืด แต่หากมองโดยรวมในการแก้ปัญหายามที่สถานการณ์คับขัน มักทำได้ไม่ดีพอ ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะทำได้ดีก็ต้องให้นักเตะอยู่ในสภาพฟอร์มที่ดีที่สุดระบบที่วางไว้จึงจะเล่นได้อย่างลงตัว แต่ในรอบคัดเลือกฟุตบอล 12 ทีมสุดท้ายเราจะเห็นว่าในยามที่นักเตะไม่อยู่ในฟอร์มที่ดี การปรับเปลี่ยนกลยุทธิ์แทบจะไม่ได้ดีขึ้นและส่งผลให้พลิกสถานการณ์ใดขึ้นมาเลย หลายครั้งที่แฟนๆชาวไทยยังมองออกว่าอะไรคือจุดเสียและต้องปรับยังไง แต่ซิโก้จะมองไม่เห็น หรือว่าอาจจะมองเห็นแล้ว แต่ยังมั่นใจในความคิดของตัวเองก็เป็นได้ แต่สำหรับ นิชิโนะ แล้ว(เฉพาะกับเกมเวียดนาม)เขาเห็นปัญหาว่าเกมต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ้างเพื่อให้ได้เปรียบ และยามที่เปลี่ยนตัวสำรองลงมาก็ทำได้ไม่ขี้เหร่เลย รูปแบบการเข้าทำดีขึ้น และดูเหมือนว่าไทยจะมีมิติมากขึ้นด้วย ขนาดว่าเขายังเพิ่งเริ่มกับงานใหม่ในระยะไม่นาน แต่ก็สามารถทำได้ดี

ส่วนตัวผู้เขียนยังเคยชื่นชอบ นิชิโนะ ในฟุตบอลโลก ครั้งล่าสุด ที่เขาปรับเปลี่ยนแท็กติกได้ดีเอามากๆในแต่ละนัด จน พาญี่ปุ่นกรุยทางเข้าสู่รอบ 2 ได้ชนิดที่ว่าเล่นได้หลายรูปแบบด้วยศักยภาพที่เป็นรองทีมร่วมกลุ่มอยู่พอสมควร และก็ทำได้ดีในรอบ 2 เพียงแต่เจอทีมแรงค์กิ้งอันดับ 1 ของโลกอย่างเบลเยี่ยม จนเหลือกำลังที่จะต้านทั้งๆที่นำไปก่อน 2-0 แต่ก็ทำให้เห็นและรู้ถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนแท็กติกระหว่างเกมของ นิชิโนะ ได้เป็นอย่างดี

4 การกล้าใช้นักเตะให้ถูกกับแท็กติกที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนได้ตลอดตามสไตล์ของตัวเอง

แน่นอนว่าแผนการเล่นนัดนี้ใช้แบบกองหน้าตัวหลอก หรือ ฟอลส์ 9 ที่เป็นกระแสมากช่วงก่อนลงแข่ง นิชิโนะ เลือกใช้ฐิติพันธ์ ยืนสูงเป็นกองหน้าเต็มตัว โดยมีหน้าที่ไว้ค้ำคู่เซนเตอร์เวียดนาม

ในครึ่งแรก ทีมชาติไทยเลือกทำเกมบุกทางริมเส้นเป็นส่วนใหญ่ แล้วเปิดบอลมาให้เจ้านิว โจมตีในกรอบเขตโทษ คือใช้ความใหญ่ของฐิติพันธ์ บดบี้กับแนวรับเวียดนาม แต่อย่างว่าคือฐิติพันธ์ ไม่ใช่กองหน้าธรรมชาติ ได้ลูกบู๊ลูกหนักก็จริง แต่จังหวะเด็ดขาดไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัดมากนัก

เกมบุกของไทยตัวความหวังอย่าง ชนาธิป โดนแข้งเวียดนามตามตัดฟาวล์ทันทีในทุกครั้งที่ได้บอล ทำให้เขาเล่นได้ไม่ถนัด แต่ก็เปิดทางกับโอกาสให้กับ สุภโชค สารชาติ ที่อาศัยความสามารถและความเร็วเล่นงานเวียดนามแทน และ สารัช กับ พิธิวัต ก็เล่นง่ายขึ้นและมีจังหวะส่งบอลงามๆในหลายจังหวะ ถือว่าเป็นการเพิ่มมิติเกมตรงกลางได้เป็นอย่างดีกับการแก้ทางบอลเพรสซิ่งของเวียดนาม

ส่วน ธีราทร บุญมาทัน กับ ทริสตอง โด ช่วยเกมรับได้เยอะ เพียงการเติมเกมไม่ค่อยจะมีให้เห็นเหมือนยามเล่นกับสโมสร แต่ทั้งนี้แท็กติกของแต่ละทีมก็ต่างกัน เกมนี้ไม่เด่นเกมหน้าอาจจะเด่นขึ้นก็ได้เมื่อเจอคู่แข่งใช้อีกแท็กติก

ส่วนคู่เซ็นเตอร์ หลุดบ้างเล็กน้อยเมื่อเจอความเร็วของคู่แข่ง นี่คือสิ่งที่นิชิโนะ น่าจะมองเห็น และปรับแก้ในเกมต่อๆไป

5 คนไทยส่วนใหญ่ยอมรับเวียดนามและแท็กติกของ ปาร์ค ฮัง ซอร์ มากขึ้น

ผลงานของเวียดนามเองก็ได้รับการยอมรับจากคนไทยมากขึ้น เพราะในระยะเวลา 2-3 ปีมานี้พวกเขาประสบความสำเร็จมากมาย โดยเฉพาะการแข่งขันในระดับทวีป ซึ่งในการแข่งขันรายการยู 23 ชิงแชมป์ เอเชีย และ สามารถผ่านเข้าไปเล่นรอบ 8 ทีมสุดท้ายรายการเอเชี่ยนคัพได้ด้วย ขนาดเจอญี่ปุ่นที่ว่าเกมรุกดุดัน แต่ยังกินพวกเขายากเลย แถมรูปเกมก็ไม่เป็นรองอะไรมากกมาย โดยเล่นกันได้เหนียวแน่น ระบบทีมดูเป็นระเบียบแบบแผน ตรงจุดนี้ก็ต้องยกเครดิตให้กับ โค้ชชาวเกาหลีว่าเป็นของจริง และรู้ถึงปัญหาและนำมาใช้ปรับเปลี่ยนจนเวียดนามเปลี่ยนไปในระยะเวลาไม่กี่ปี และผลงานที่ดีอย่างต่อเนื่องนี้เองทำให้ทรรศนะคติของคนไทยต่อทีมเวียดนามเริ่มเปลี่ยนไปและยอมรับพวกเขามากขึ้นทั้งตัวโค้ชหรือแม้กระทั่งผู้เล่น
บทสรุปและก้าวต่อไป

ไทยมีโปรแกรมฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 นัดที่ 2 ของกลุ่มจี วันที่ 10 กันยายน 2562 เวลา 19.30 น. ที่สนามเกโลรา บุง การ์โน (เสนายัน) ถ่ายทอดสดทาง ไทยรัฐ ทีวี ช่อง 32 โดยครั้งนี้มี 2 แข้งหน้าใหม่ที่ไม่มีชื่อจากเกมแรกอย่าง อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ แนวรุกจากทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด และ พัชรพล อินทนี กองกลางจากเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่ถูกเรียกตัวเข้ามาเสริมทีมแทน ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และ พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี ที่มีอาการบาดเจ็บขอถอนตัวเดินทางไปพร้อมกับทีมด้วย

โดยเราจะได้เห็น มิติการทำงานของ นิชิโนะ มากขึ้น ซึ่งหากว่าไทยสามารถบุกไปเก็บแต้มได้ในแบบชนิดที่ประทับใจ หรือหากได้สามแต้มไปเลยเชื่อว่า นิชิโนะ จะครองใจและเป็นที่รักของแฟนๆชาวไทยได้อย่างรวดเร็วภายใต้การคุมทีมระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน และเป็นการจุดประการความหวังกับโอกาสในการเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายให้กับไทยได้ รวมถึงอนาคตและทิศทางบอลไทยจะดีขึ้นเป็นลำดับภายใต้โค้ชญี่ปุ่นที่มีนามว่า อากิระ นิชิโนะ

-บูมเมอแรง-

Leave a Comment

หน้าถัดไป »

ทีเด็ดบอล / วิเคราะห์บอล / เซียนล้มโต๊ะ/ วิเคราะห์บอลวันนี้