สมัครสมาชิก แทงบอลออนไลน์

---หรือ---

วิเคราะห์บอล สวีเดน ออลสเวนส์คาน

ราคาต่อรอง : มัลโม่ ต่อ 0.5/1

———————————————————————

มัลโม่

———————————————————————

เฮลซิงบอร์ก

———————————————————————

สนามา Eleda Stadion (Malmö)

วิเคราะห์เกม -เจ้าบ้าน มัลโม่ 5 นัดหลังสุด ชนะ 3 เเพ้ 2 ผลงานโดยรวมยังดูดี นัดนี้จะต้องเปิดสนามรับการมาเยือนของทาง เฮลซิงบอร์ก ผลงานโดยรวมของพวกเขานั้น ยังไม่ดีเลย 5 นัดหลังสุด ชนะ 1 เเพ้ 4 ความเชืื่อใจนัดนี้อยู่ที่เจ้าบ้าน มัลโม่ น่าจะเอาชนะได้เเน่นอน

 เรทเปิด : มัลโม่ ต่อ 1.5

 ฟันธง : ต่อ มัลโม่

สกอร์ที่คาดไว้ : ต่อ มัลโม่ 2-0

มิถุนายน 27th, 2022

Posted In: ข่าวฟุตบอล

Leave a Comment

วิเคราะห์บอล สวีเดน ออลสเวนส์คาน

ราคาต่อรอง : เยอร์การ์เด้น ต่อ 1.5

———————————————————————

เยอร์การ์เด้น

———————————————————————

โอเรโบร

———————————————————————

สนาม ele2 Arena (Stockholm)

วิเคราะห์เกม – เจ้าบ้าน เยอร์การ์เด้น 5 นัดหลังสุด ชนะ 1 เสมอ 3 เเพ้ 1 ผลงานโดยภาพรวมในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลที่ผ่านมานั้น ยังไม่ถึงกับเอาตัวรอดได้ดี นัดนี้จะต้องเปิดสนามรับการมาเยือนของทาง โอเรโบร 5 นัดหลังสุด ชนะ 1 เเพ้ 4 ทำให้เกมนี้เชื่อว่าโอกาสที่ทีมรองบ๊วยของลีกอย่าง โอเรโบร ไม่น่าจะถึงกับบุกมาแพ้ด้วยสกอร์ที่ขาดเป็นอย่างน้อยในเกมนี้ น่าจะยันไหวสบาย

 

ราคาต่อรอง – เยอร์การ์เด้น ต่อ 1.5

ทรรศนะ – รอง โอเรโบร ยันไหว.

ความมั่นใจ 90%

กรกฎาคม 5th, 2021

Posted In: ข่าวฟุตบอล

Leave a Comment

วิเคราะห์บอล ไอร์แลนด์ พรีเมียร์ลีก

ราคาต่อรอง : ดันดาล์ค ต่อ 1

———————————————————————

ดันดาล์ค

———————————————————————

ฟินน์ ฮาร์ป

———————————————————————

สนาม Nou Estadi Castalia (Castellón de la Plana)

วิเคราะห์เกม -เจ้าบ้าน ดันดาล์ค 5 นัดหลังสุด ชนะ 3 เสมอ 1 เเพ้ 1 ผลงานโดยรวมของพวกเขายังไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น นัดนี้จะต้องเปิดสนามรับการมาเยือนของทาง ฟินน์ ฮาร์ป ที่ฟอร์มดูโดดเด่นกว่า 5 นัดหลังสุด ชนะ 4 เเพ้ 1 ความเชื่อใจนัดนี้อยู่ที่ทีมเยือน ฟินน์ ฮาร์ป และน่าจะยันไหวได้เเน่ๆ

ราคาต่อรอง – ดันดาล์ค ต่อ 1

ทรรศนะ – รอง ฟินน์ ฮาร์ป 1-1

ความมั่นใจ 90%

มีนาคม 26th, 2021

Posted In: ข่าวฟุตบอล

Leave a Comment

วิเคราะห์บอล ลาลีก้า สเปน 2

ราคาต่อรอง : เอสปันญ่อล ต่อ 0.5

———————————————————————

คาสเตลล่อน

———————————————————————

เอสปันญ่อล

———————————————————————

สนาม Nou Estadi Castalia (Castellón de la Plana)

วิเคราะห์เกม -เจ้าบ้าน คาสเตลล่อน 5 นัดหลังสุด ชนะ 2 เสมอ 2 เเพ้ 1 ผลงานโดยรวมของพวกเขา ยังไม่ดีนัก นัดนี้จะต้องเปิดสนามรับการมาเยือนของทาง เอสปันญ่อล ที่ทรงยังคงดูดี 5 นัดหลังสุด ชนะ 2 เสมอ 3 ความเชื่อใจนัดนี้อยู่ที่ เอสปันญ่อล เเละน่าจะเอาชนะได้เเน่ๆ

ราคาต่อรอง – เอสปันญ่อล ต่อ 0.5

ทรรศนะ – ต่อ เอสปันญ่อล 0-2

ความมั่นใจ 90%

มีนาคม 26th, 2021

Posted In: ข่าวฟุตบอล

Leave a Comment

วิเคราะห์บอล ลีกเอิง ฝรั่งเศส

ราคาต่อรอง : แรนส์ ต่อ เสมอ

สถิติการเจอกัน

———————————————————————

โอลิมปิก มาร์กเซย

———————————————————————

แรนส์

———————————————————————

สนาม Orange Vélodrome (Marseille)

วิเคราะห์เกม -เจ้าบ้าน โอลิมปิก มาร์กเซย ภาพรวมในช่วงหลังของพวกเขานั้น ทำผลงานได้ดูย่ำแย่เหลือเกิน นัดนี้จะต้องเปิดสนามรับการมาเยือนของทาง แรนส์ ผลงานโดยภาพรวมในช่วงหลังของพวกเขานั้น ก็ต้องบอกว่า ทำผลงานได้ดูย่ำแย่ไม่แพ้กัน เพราะ 8 เกมหลังสุดไม่ชนะใครเลย ความเชื่อใจนัดนี้อยู่ที่ โอลิมปิก มาร์กเซย ที่ยังพอมีทรงเเละน่าจะเอาชนะได้เเน่ๆ

ราคาต่อรอง – แรนส์ ต่อ เสมอ

ทรรศนะ – รอง โอลิมปิก มาร์กเซย 1-0

ความมั่นใจ 90%

มีนาคม 10th, 2021

Posted In: ข่าวฟุตบอล

Leave a Comment

โหมโรงก่อนเกมฟุตบอลโลก ไทย เจอกับ มาเลเซีย และ เวียดนาม

เหลือเวลาอีก 5 วันก็จะถึงเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกเพื่อเข้าสู่รอบ 12 ทีมสุดท้ายของทีมช้างศึกซึ่งจะแข่งขันเป็นนัดที่ 4 คือวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 19.45 น.เจอทีมชาติมาเลเซียในเกมเยือนสนามบูกิตจาลีล และต่อด้วยนัดที่ 5 คือวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 เจอทีมชาติเวียดนามในเกมเยือนที่สนามหมีดิ่ญ สเตเดี้ยม พลพรรคช้างศึก ทำผลงานชนะ 2 เสมอ 1 มี 7 คะแนนจาก 3 นัด เป็นจ่าฝูงของกลุ่มจี เรามาดูความพร้อมและโอกาสรวมทั้งสถิติทั้งหมดกันก่อนว่าแนวโน้มที่ทีมชาติไทยเรามีโอกาสที่จะเก็บได้กี่แต้มและหนทางและทางเลือกต่อไป

สถิติต่างๆ

สถิติในการพบกับ มาเลเซีย

การเจอกันล่าสุดก็คือศึกอาเซียนปี 2018 นัดแรกไทยออกไปเสมอที่บูกิต จาลิล 0-0 ก่อนจะกลับมาเสมอในบ้าน 2-2 รวมผล 2 นัดเสมอ 2-2 แต่ไทยตกรอบจากกฎประตูทีมเยือน เท่ากับว่าไทยเจอมาเลเซีย 3 ครั้งหลังสุดยังไม่ชนะ ชัยชนะครั้งสุดท้ายก็ต้องย้อนไปในรายกการแข่งขันศึกอาเซียนปี 2018รอบชิงชนะเลิศที่ไทยชนะในบ้านได้ก่อนเกมแรก 2-0 ก่อนที่จะบุกไปแพ้ 2-3 แต่ก็ได้แชมป์ด้วยกฎประตูทีมเยือนนั่นเอง

การเจอกัน 15 ครั้ง เป็นไทยที่สถิติเหนือกว่า เอาชนะไปได้ 7 ครั้ง เสมอ 5 และแพ้ 3 นัด

หากนับเฉพาะการแข่งขันที่สนามบูกิต จาลิล ที่มีความจุแฟนบอลสูงถึง 87,411 ที่นั่ง นั้นไทยไม่เคยเก็บชัยกลับบ้านได้เลย จากการเสมอ 2 และแพ้อีก 2 นัด เริ่มจาก ปี 2004 แพ้ไป 2-1 ในรอบแรก ครั้งที่สองปี 2012 เสมอ 1-1 ในรอบรองชนะเลิศ นัดแรก ในปี 2014 แพ้ 3-2 ในรอบชิงชนะเลิศ นัดที่สอง และล่าสุดวันที่ 1 ธันวาคม 2018 รอบรองชนะเลิศ เอเอฟเอฟคัพ เสมอ 0-0

จุดแข็งของ มาเลเซีย

แน่นอนว่าสนามและแฟนบอลมีส่วนช่วยให้พวกเขาทำผลงานกับเกมในบ้านได้ดีและไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เสียงอื้ออึงจากที่กองเชียร์เข้าไปชมเต็มความจุของสนามทำให้คู่แข่งที่บุกมาเยือน หากไม่คุ้นเคยโอกาสเกิดอาการขาสั่นและเล่นผิดฟอร์มมีสูง และที่สำคัญคือพื้นสนามที่ใช้หญ้าใบใหญ่ ทำให้การคอนโทรลบอลไม่ไหลลื่นเท่าที่ควร และทำให้เกิดการผิดพลาดได้ง่าย ยิ่งหากเจ้าบ้านมีแผนตุกติกเรื่องการฉีดน้ำในสนามก่อนแข่งด้วยแล้วยิ่งต้องเตรียมรับมือให้ดี

ส่วนนักเตะที่ควรระวังให้ดี โมฮามาดู ซูมาเรห์ นักเตะแกมเบียที่โอนสัญชาติมา แน่นอนว่าพละกำลังต้องแข็งแกร่งตามฉบับนักเตะแอฟริกา ยิ่งบวกความเร็วด้วยแล้วถือว่าไม่ธรรมดาเลย เพราะฉะนั้นกองหลังไทยต้องจับตาให้ดีแบบกระชั้นชิด

จุดอ่อนของ มาเลเซีย

แท็กติกที่ใช้แทบไม่ค่อยปรับเปลี่ยนทำให้คู่ต่อสู้เดาทางง่าย และกึ่นของ ตันเซ็งโฮ โค้ชของทีมระดับยังเป็นรอง นิชิโนะ อยู่หลายขุม ยิ่งเขายึดแกนหลักชุดเดิมๆ ก็ยิ่งง่ายต่อการวางแผนรับมือ

สถิติในการพบกับเวียดนาม

โดยในรอบ 2 ทศวรรษหลังสุด ไทย พบ เวียดนาม ทั้งหมด 23 ครั้ง ปรากฏว่า ไทยชนะ 15 นัด เสมอกัน 5 นัด และ เวียดนามชนะเพียง 3 นัด เท่านั้น
โดยไทยชนะเวียดนามครั้งล่าสุดก็คือรายการแข่งขันฟุตบอลโลกรายการเดียวกันนี้ โดยการบุกไปเอาชนะถึงถิ่น3-0

ส่วนเวียดนามชนะเราครั้งล่าสุดก็คือการแข่งขันคิงส์คัพ ครั้งที่ 47 เมื่อต้นปี 2019 ในนัดตัดเชือกปรากฏว่าไทยแพ้ 0-1

ส่วนนัดล่าสุดที่พบกัน เป็นฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกนัดแรกของรายการนี้ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ สนามกีฬาธรรมศาสตร์ ซึ่งเสมอกันไป 0-0

จุดแข็งของเวียดนาม

แน่นอนว่าต้องเป็นเขาคือ “ปาร์ค ฮัง ซอ” กุนซือชาวเกาหลีใต้ผู้เข้ามาปรับเปลี่ยนทีมชาติเวียดนามจนดีขึ้นแบบทันตาเห็น แท็กติกที่นำมาใช้เหมาะอย่างยิ่งกับสรีระและความอึดของคนเวียดนามได้เป็นอย่างดี โดยผลงานการคุมทีมชาติเวียดนามเจอกับทีมชาติไทยมาแล้ว 4 นัด ชนะไทย 3 นัดเสมอ 1 เริ่มจากทีมยู23เวียดนาม ชนะ ไทย 2-1 ในศึก4เส้ายู23 ต่อด้วยยู23ชิงแชมป์เอเชีย2020 รอบคัดเลือก เวียดนาม ชนะ ไทย 4-0 ในศึกคิงส์คัพ2019ที่ไทย เวียดนาม บุกชนะ ไทย 1-0 ส่วนนัดล่าสุดที่พบกัน เป็นฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก รายการนี้ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ สนามกีฬาธรรมศาสตร์ ซึ่งเสมอกัน 0-0

จุดอ่อนของเวียดนาม

ก็แทบไม่ต่างจากมาเลเซียนั้นคือแท็กติกที่ใช้ที่ยังคงใช้สไตล์เดิมอยู่ตลอด นั้นคือเพรสซิ่งสูงและใช้การตัดฟาวล์เป็นหลัก หากว่าทีมไหนสามารถแก้เพรสซิ่งของพวกเขาได้โอกาสชนะก็มีสูง และตรงจุดนี้เชื่อว่านิชิโนะคงมีแผนรับมือแล้ว จากเกมแรกที่เจอกันถือว่าไทยเราเหมือนจะค้นพบสูตรในการรับมือแล้ว เพียงแต่กรรการปล่อยเกมเกินไปหากวันนั้นมีการคาดโทษไว้บ้างบทสรุปก็คงแตกต่างเพราะเวียดนามคงใช้แท็กติกไม่ได้เต็มร้อยเพราะโอกาสโดนใบแดงนั้นสูง แต่นี่ทั้งเกมไม่มีใบเหลืองสักใบจากการตัดฟาวล์รุนแรงๆตั้งหลายจังหวะ และหากนัดที่สองที่จะเจอกันหากกรรมการทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเที่ยงธรรมเชื่อว่าจุดนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่จะทำให้เวียดนามยิ่งเล่นยากขึ้นเพราะแนวรุกของเรามีความคล่องตัวสูงกันตั้งหลายคน

สถิติยามปะทะฝีมือกันของสองโค้ชอย่าง นิชิโนะ กับ ปาร์ค ฮัง ซอ

เคยเจอกันมาแล้ว 3 ครั้ง ปรากฏว่า นิชิโนะ ยังไม่เคยพาทีมแพ้ต่อทีมของ ปาร์คเลย โดยเป็นการเก็บชัยชนะ 1 และเสมอ 2 อันมีรายละเอียดดังนี้

1 รายการเอซีแอล นิชิโนะ ทำทีม กัมบะ โอซาก้า ชนะ ชุนนัมดราก้อนส์ ภายใต้โค้ชปาร์ค ถึงเกาหลี 4-3

2 รายการเอซีแอล นิชิโนะ ทำทีม กัมบะ โอซาก้า เสมอ ชุนนัมดราก้อนส์ ภายใต้โค้ชปาร์ค ในบ้าน 1-1

3 รายการฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกนัดแรกกลุ่มจี นิชิโนะ ทำทีม ไทย เสมอ เวียดนาม ภายใต้โค้ชปาร์ค ในบ้าน 0-0

การเปลี่ยนแปลงของไทยภายใต้ผู้นำทีมที่ชื่อ นิชิโนะ

การที่เราได้ นิชิโนะ มาทำทีมก็ทำให้วิธีการเล่นของพวกเราเปลี่ยนไปด้วยรวมถึงมีนักเตะหน้าใหม่ๆ เข้ามาอยู่ในทีมหลายคนและแต่ละคนก็มีสมาธิกับเกมและเล่นกันด้วยความมั่นใจที่มากกว่าเมื่อก่อนโดยใช้การโจมตีที่รวดเร็วและเด็ดขาดจนในที่สุดก็ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ จริงแท้แน่นอนก็คือเขาเป็นคนยกระดับความแข็งแกร่งของทีมชาติไทยขึ้นมามากมายกว่าเดิมหลายเท่า

แผนการเล่นของและแท็กติกที่ใช้

ตำแหน่งมิดฟิลด์กลางสนามในยุคนิชิโนะ เป็นพื้นที่สุดสำคัญในแผนการเล่นของ นิชิโนะ โดยเขาเลือกใช้ สารัช กับ พิธิวัตต์ เป็นหัวใจสำคัญในแดนกลางถือว่าเป็นสองคีย์แมนสำคัญในหมากของเขาทีเดียว

การวิ่งไล่เพรสซิ่งแบบไม่มีหมดไม่ว่าพื้นที่ใดของสนาม หรือการเปลี่ยนจังหวะเกมรับเป็นเกมรุก แดนกลางจะมีส่วนร่วมกับเกมสูงมาก โดยเฉพาะตำแหน่งมิดฟิลด์ที่ยืนปักหลักกลางสนามสองคนในระบบ 4-2-3-1 จะต้องมีสภาพความฟิตที่ดีในระดับหนึ่ง

และจาก 4 นัดที่ผ่านมาภายใต้การคุมทีมของเขานักเตะตำแหน่งอื่นในแนวรุกกลับทำประตูให้กับทีมได้มากกว่ากองหน้าเสียอีกนี่คือแบบฉบับที่เค้าใช้ตอนคุมทีมญี่ปุ่นในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา รูปแบบและแผนการเล่นก็ไม่แตกต่างกันนัก ผลลัพท์ที่ได้ก็คล้ายๆกันในส่วนนี้ จากสถิติที่ยกมาชี้ให้เห็นว่านักเตะในตำแหน่งกองหน้าไม่ได้มีหน้าที่คอยยิงประตูเท่านั้น และประตูที่ทำได้ก็ไม่จำเป็นต้องมาจากกองหน้า กล่าวคือ นักเตะตำแหน่งเกมรุกในทีมของนิชิโนะ ต้องมีดีที่การยิงประตู ยิ่งนิชิโนะ มีเพลเมคเกอร์ตัวเก่งอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ดาวเตะคอนซาโดเล ซัปโปโร อยู่ในทีม รวมไปถึงจอมทัพที่โชว์ฟอร์มดีอย่าง เอกนิษฐ์ ปัญญา, สุภโชค สารชาติ, ศิวกรณ์ เตียตระกูล และบดินทร์ ผาลา ที่พร้อมจะเล่นตามแบบแผนของนิชิโนะอยู่แล้วทำให้ง่ายต่อการพัฒนาทีมมากยิ่งขึ้น

การเตรียมความพร้อมก่อนการสู้ศึกในครั้งนี้

ช้างศึก เริ่มต้นเข้าแคมป์เก็บตัวในรูปแบบ มินิแคมป์ ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. – 4 พ.ย. ที่ผ่านมา ก่อนที่ล่าสุด กุนอากิระ นิชิโนะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย วัย 64 ปี จะทำการตัดตัวผู้เล่นจากทั้งหมด 32 คน ให้เหลือ 24 คน เป็นที่เรียบร้อย โดยส่วนใหญ่ ยังยึดแกนหลักจากเกมที่เปิดบ้านชนะ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) 2-1 แทบทั้งหมด อาทิ กัปตันทีม ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน , ธีรศิลป์ แดงดา , ธีราทร บุญมาทัน และ สารัช อยู่เย็น มีเพียง ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ ทริสตอง โด ที่หายเจ็บกลับมาติดทีมเท่านั้น

สาเหตุที่ อากิระ นิชิโนะ นำผู้เล่นไปทั้งหมด 24 คน เนื่องจากในเกมพบกับ ทีมชาติมาเลเซีย จะหมดสิทธิ์ใช้งาน ธีราทร บุญมาทัน แบ็คซ้ายคนสำคัญ ที่ติดโทษแบน ซึ่งจะส่งรายชื่อ 23 คนตามปกติ จากนั้น จะทำการตัดตัวผู้เล่นใหม่อีกครั้ง จาก 24 คนที่มีอยู่ ในเกมพบกับ ทีมชาติเวียดนาม โดยทั้ง 24 คนดังกล่าว จะอยู่กับทีมจนจบนัดที่ 5

สำหรับ ทีมชาติไทย กลับเข้าแคมป์ฝึกซ้อมอีกครั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 8 พ.ย.นี้ โดยขาดเพียง 3 แข้งต่างแดนอย่าง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ , ธีราทร บุญมาทัน และ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่จะตามมาสมทบในวันที่ 11 พ.ย.โดยจะเดินทางไปยังประเทศ มาเลเซีย ร่วมกับทีม เพื่อเตรียมพบกับทัพ “เสือเหลือง” ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 นัดที่ 4 วันที่ 14 พ.ย.2562 ต่อด้วยบุกไปเยือน ทีมชาติเวียดนาม ในนัดที่ 5 วันที่ 19 พ.ย.2562

รายชื่อผู้เล่น 24 คนแยกตามตำแหน่ง

ผู้รักษาประตู

กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ – โอเอช ลูเวิน
ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน – บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
ฉัตรชัย บุตรพรม – บีจี ปทุม ยูไนเต็ด

กองหลัง

ธีราทร บุญมาทัน – โยโกฮามา เอฟ มารินอส
พรรษา เหมวิบูลย์ – บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
กรกช วิริยอุดมศิริ – บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม – บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
นิติพงษ์ เสลานนท์ – การท่าเรือ เอฟซี
เอเลียส ดอเลาะ- การท่าเรือ เอฟซี
อดิศร พรหมรักษ์ – เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด
มานูเอล ทอม เบียรห์ – ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด
ทริสตอง โด – ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

กองกลาง

ชนาธิป สรงกระสินธ์ – คอนซาโดเล ซัปโปโร
ศศลักษณ์ ไหประโคน – บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
สุภโชค สารชาติ – บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
สารัช อยู่เย็น – เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด
พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล – สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด
ศิวกรณ์ เตียตระกูล – สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด
เอกนิษฐ์ ปัญญา – สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด
ธนบูรณ์ เกษารัตน์ – การท่าเรือ เอฟซี
บดินทร์ ผาลา – การท่าเรือ เอฟซี

กองหน้า

ธีรศิลป์ แดงดา – เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด
ศุภชัย ใจเด็ด – บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา – บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

 

คาดการณ์ 11 ตัวจริง : 4-2-3-1 ในเกมกับมาเลเซีย

ผู้รักษาประตู : ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน
กองหลัง : นิติพงษ์ เสลานนท์, มานูเอล ทอม เบียรห์, พรรษา เหมวิบูลย์, กรกช วิริยอุดมศิริ
กองกลาง : สารัช อยู่เย็น, พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล, ชนาธิป สรงกระสินธ์, เอกนิษฐ์ ปัญญา, สุภโชค สารชาติ
กองหน้า : ธีรศิลป์ แดงดา

คาดการณ์ 11 ตัวจริง : 4-2-3-1 ในเกมกับเวียดนาม

ผู้รักษาประตู : ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน
กองหลัง : นิติพงษ์ เสลานนท์, มานูเอล ทอม เบียรห์, พรรษา เหมวิบูลย์, ธีราทร บุญมาทัน
กองกลาง : สารัช อยู่เย็น, พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล, ชนาธิป สรงกระสินธ์, เอกนิษฐ์ ปัญญา, สุภโชค สารชาติ
กองหน้า : ธีรศิลป์ แดงดา

อันดับในฟีฟ่า เวิลด์ แรงกิ้ง ขยับขึ้น

ผลงานอันยอดเยี่ยมของไทยก็คือการกระโดดขึ้นมา 5 อันดับ สู่ที่ 109 ในฟีฟ่า เวิลด์ แรงกิ้ง เดือนตุลาคม กลายเป็นชาติในเอเชียที่มีการขยับอันดับขึ้นมาสูงที่สุดประจำเดือนร่วมกับ กาตาร์ และ อิรัก ทำให้ทีมชาติไทยมีอันดับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา บางทีมันอาจนานเกินไปที่ไทยต้องรอการแจ้งเกิดขึ้นมาใหม่ เพราะหลังจากก้าวไปถึงอันดับที่ 43 อันเป็นอันดับโลกที่สูงที่สุดตลอดกาลของพวกเขาเมื่อเดือนกันยายน 1998 ทีมชาติไทยก็เริ่มตกลงมาเรื่อยๆ เป็นระยะเวลา 16 ปี จนสิ้นสุดที่อันดับ 165 เมื่อเดือนตุลาคม 2014 อย่างไรก็ดี นับแต่นั้นพวกเขาก็ขยับอันดับขึ้นมาอย่างสม่ำเสมอ จนมาอยู่ในอันดับที่ดีที่สุดในรอบ 5 ปี และการที่แข็งแกร่งขึ้นมาด้วยฟอร์มที่ดีของนักเตะหนุ่มๆ ทำให้ถูกคาดหวังขึ้นกว่าเดิมว่า ทีมจะสามารถรักษาฟอร์มปัจจุบันของพวกเขาไว้ได้หรือไม่

ทีมชาติไทย ในฟีฟ่า/โคคา โคล่า เวิลด์ แรงกิ้ง

อันดับโลกเฉลี่ยนับตั้งแต่มีการจัดลำดับ: 98
อันดับล่าสุด : 109 (ตุลาคม 2019)
ต่ำที่สุด : 165 (ตุลาคม 2014)
สูงที่สุด : 43 (กันยายน 1998)

ผลงานดีโดยได้รับคำชมบนเว็บไซด์ของฟีฟ่า กับบทความบางตอน

ล่าสุดไทยได้รับคำชมจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้เผยบทความแสดงความเห็นต่อทีมชาติไทย โดยเนื้อหาบนเว็บไซต์ระบุว่า “ทีมชาติไทย ภายใต้กุนซือคนใหม่ อากิระ นิชิโนะ ฟอร์มดีจนน่าทึ่งในฟุตบอลโลก กาตาร์ 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ซึ่งการชนะ 2 เสมอ 1 นับเป็นผลงานอันน่าประหลาดใจ ที่ทำให้ช้างศึกขยับขึ้นสู่หัวตารางของกลุ่มที่นับว่าท้าทายกลุ่มหนึ่ง ระหว่างทาง แม้ว่าจะเสมอกับเวียดนามแบบไร้สกอร์ในนัดประเดิมสนาม พวกเขาก็ฮึดกลับมาชนะ 3-0 อย่างมีสไตล์ต่อเจ้าบ้านอินโดนีเซีย ก่อนจะต่อเนื่องด้วยผลงานอันน่าตกตะลึงต่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 2-1 ในบ้าน”

“และรางวัลตอบแทนสำหรับผลงานอันยอดเยี่ยมของพวกเขาก็คือการกระโดดขึ้นมา 5 อันดับ สู่ที่ 109 ในฟีฟ่า เวิลด์ แรงกิ้ง เดือนตุลาคม กลายเป็นชาติในเอเชียที่มีการขยับอันดับขึ้นมาสูงที่สุดประจำเดือนร่วมกับ กาตาร์ และ อิรัก ทำให้ทีมชาติไทยมีอันดับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา”

“ท่ามกลางความยอดเยี่ยมของทีมโดยรวมก็ยังมีนักเตะดาวรุ่งหลายคน ที่ได้รับความสนใจจากผลงานอันน่าจับตามองอย่าง สุภโชค สารชาติ ตัวรุกวัย 21 ปี ที่ก้าวขึ้นมาเป็นฮีโร่ในเกมกับอินโดนีเซีย ด้วยทำ 2 ประตู และเรียก 1 จุดโทษ ช่วยให้ทีมของเขาเก็บ 3 แต้ม และยังไม่หมดเท่านั้น เอกนิษฐ์ ปัญญา กองกลางวัย 20 ปี ยังจ่าย 1 ยิง 1 ช่วยให้ ทีมชาติไทย เอาชนะ ยูเออี ที่น่าเกรงขามในนัดล่าสุดอีกด้วย”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราอย่าเพิ่งหลงระเริงกับคำชมจนเกินไปจนอาจจะนำมาซึ่งความเย่อหยิ่งผยอง และบทสรุปเป็นการสร้างความกดดันให้แก่ตัวเองอันนำมาสู่บทสรุปบั้นปลายที่ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านอาเซี่ยนไปได้ และอาจจะถูกมาเลเซียหรือเวียดนามพัฒนาไปก่อนจนเราต้องเดินตามหลัง ทางที่ดีเราควรจะมาโฟกัสไปทีละเกมอย่างที่นิชิโนะเคยกล่าวไว้

-บูมเมอแรง-

พฤศจิกายน 9th, 2019

Posted In: ข่าวฟุตบอล

Leave a Comment

ผ่านเกมรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกนัดแรกของทีมชาติไทย ไปแล้ว โดยเสมอ วียดนามไปแบบไร้สกอร์ 0-0 ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสอง กลุ่ม จี เมื่อวันที่ 5 ก.ย.62 ซึ่งเป็นการคุมทีมนัดแรกของโค้ชใหม่นาม อากิระ นิชิโนะ ด้วย นับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้รับเสี่ยงชื่นชมกันอย่างล้นหลาม ทั้งๆที่หากเป็นเมื่อก่อนหากไทยเราเสมอทีมในอาเชี่ยนกับเกมในบ้านแบบนี้แล้วละก็ จะมีเสียงก่นด่ามากกว่าเสี่ยงชื่นชมแน่นอน และยิ่งเป็นการเสมอกับ เวียดนามด้วยแล้วละก็เสียงสะท้อนก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณมากกว่านี้นี้ อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้แฟนๆชาวไทยส่วนใหญ่เปลี่ยนทรรศนะคติไป เราจะมาวิเคราะห์ออกมาให้เห็นเป็นประเด็นหลัก 5 ข้อดังนี้

1 รูปแบบการเล่น

อากิระ นิชิโนะ วางแผนให้ทีมชาติไทย เล่นในระบบ 4-4-2 แบบไดมอนด์ ผู้รักษาประตูคือ ศิวลักษณ์ เทศสูงเนิน แนวรับ 4 คน ทริสตอง โด, พรรษา เหมวิบูลย์, มานูเอล ทอม เบียร์ห, ธีราทร บุญมาทัน แดนกลาง ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ยืนอยู่เป็นตัวสุดท้าย ขนาบข้างด้วย สารัช อยู่เย็น และ พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล โดยมี ชนาธิป สรงกระสินธ์ ยืนสูงคอยปั้นเกมให้คู่กองหน้า อย่าง สุภโชค สารชาติ กับ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์

2 ความหวังในอนาคต

ทิศทางการทำทีมของ นิชิโนะ ที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและนำมาใช้กับไทย และผลการแข่งขันเกมแรกนับว่าเป็นการจุดประกายได้เยอะทีเดียวในหมู่แฟนบอล ซึ่งเกิดความคาดหวังที่มากขึ้นและด้วยเอกลักษณ์ เฉพาะตัวของชนชาติญี่ปุ่นคือการเอาจริงเอาจังและเน้นระเบียบวินัยเอามากๆ ทำให้โอกาสที่จะประสบความสำเร็จของทีมฟุตบอลไทยนั้นมีสูง

ความคาดหวังและชื่นชมในโลกโซเชี่ยล โดยหลังจบเกม บรรดาชาวเน็ตแฟนบอลชาวไทย ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมีความสุข แม้แข้งไทยจะไม่สามารถคว้า 3 แต้มได้ก็ตาม ซึ่งคอมเม้นท์ที่เข้ามาโพสต์ในเพจเฟซบุ๊กสื่อกีฬาต่างๆ ต่างแสดงความชื่นชมด้วยแท็กติกของนิชิโนะ และผลงานที่ยอดเยี่ยมของทีมชาติไทย ที่สู้เต็มที่เพื่อแฟนบอลชาวไทยแม้พื้นสนามจะไม่อำนวยก็ตาม

อย่างไรก็ตามแฟนบอลส่วนใหญ่ต่างให้กำลังใจ และชื่นชมทาง “สุภโชค สารชาติ” แนวรุกวัย 21 ปี ในจังหวะสุดท้ายของเกมที่

เจ้าตัวเลือกตัดสินใจยิงเอง โดยที่มี ชนาธิป สรงกระสินธ์ ยืนอยู่ตรงกลางไร้คู่แข่งประกบ แต่ฟอร์มโดยรวมของเจ้าเช็คตลอด 90 นาที ถือเป็นที่น่าประทับใจแฟนบอลชาวไทยเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

เรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านี้นั่นหมายถึงรูปแบบและแผนการเล่นนั้นถือว่าการใช้ นิชิโนะ คุมทีมถือว่าตรงจุดและโดนใจคนไทยส่วนใหญ่นั่นเอง

3 การแก้ปัญหาระกว่างเกม

อาจจะถือว่าเป็นมิติใหม่ของวงการฟุตบอลไทยก็ว่าได้ เพราะเราจะหาดูได้ยากมากที่ในระหว่างเกม โค้ชจะปรับเปลี่ยนรูปแบบแล้วดีขึ้นมา แม้กระทั่งในยุค ซิโก้ แม้ภาพรวมเค้าจะเก่งและสามารถทำให้ทีมหลุดพ้นขึ้นมาจากยุคมืด แต่หากมองโดยรวมในการแก้ปัญหายามที่สถานการณ์คับขัน มักทำได้ไม่ดีพอ ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะทำได้ดีก็ต้องให้นักเตะอยู่ในสภาพฟอร์มที่ดีที่สุดระบบที่วางไว้จึงจะเล่นได้อย่างลงตัว แต่ในรอบคัดเลือกฟุตบอล 12 ทีมสุดท้ายเราจะเห็นว่าในยามที่นักเตะไม่อยู่ในฟอร์มที่ดี การปรับเปลี่ยนกลยุทธิ์แทบจะไม่ได้ดีขึ้นและส่งผลให้พลิกสถานการณ์ใดขึ้นมาเลย หลายครั้งที่แฟนๆชาวไทยยังมองออกว่าอะไรคือจุดเสียและต้องปรับยังไง แต่ซิโก้จะมองไม่เห็น หรือว่าอาจจะมองเห็นแล้ว แต่ยังมั่นใจในความคิดของตัวเองก็เป็นได้ แต่สำหรับ นิชิโนะ แล้ว(เฉพาะกับเกมเวียดนาม)เขาเห็นปัญหาว่าเกมต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ้างเพื่อให้ได้เปรียบ และยามที่เปลี่ยนตัวสำรองลงมาก็ทำได้ไม่ขี้เหร่เลย รูปแบบการเข้าทำดีขึ้น และดูเหมือนว่าไทยจะมีมิติมากขึ้นด้วย ขนาดว่าเขายังเพิ่งเริ่มกับงานใหม่ในระยะไม่นาน แต่ก็สามารถทำได้ดี

ส่วนตัวผู้เขียนยังเคยชื่นชอบ นิชิโนะ ในฟุตบอลโลก ครั้งล่าสุด ที่เขาปรับเปลี่ยนแท็กติกได้ดีเอามากๆในแต่ละนัด จน พาญี่ปุ่นกรุยทางเข้าสู่รอบ 2 ได้ชนิดที่ว่าเล่นได้หลายรูปแบบด้วยศักยภาพที่เป็นรองทีมร่วมกลุ่มอยู่พอสมควร และก็ทำได้ดีในรอบ 2 เพียงแต่เจอทีมแรงค์กิ้งอันดับ 1 ของโลกอย่างเบลเยี่ยม จนเหลือกำลังที่จะต้านทั้งๆที่นำไปก่อน 2-0 แต่ก็ทำให้เห็นและรู้ถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนแท็กติกระหว่างเกมของ นิชิโนะ ได้เป็นอย่างดี

4 การกล้าใช้นักเตะให้ถูกกับแท็กติกที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนได้ตลอดตามสไตล์ของตัวเอง

แน่นอนว่าแผนการเล่นนัดนี้ใช้แบบกองหน้าตัวหลอก หรือ ฟอลส์ 9 ที่เป็นกระแสมากช่วงก่อนลงแข่ง นิชิโนะ เลือกใช้ฐิติพันธ์ ยืนสูงเป็นกองหน้าเต็มตัว โดยมีหน้าที่ไว้ค้ำคู่เซนเตอร์เวียดนาม

ในครึ่งแรก ทีมชาติไทยเลือกทำเกมบุกทางริมเส้นเป็นส่วนใหญ่ แล้วเปิดบอลมาให้เจ้านิว โจมตีในกรอบเขตโทษ คือใช้ความใหญ่ของฐิติพันธ์ บดบี้กับแนวรับเวียดนาม แต่อย่างว่าคือฐิติพันธ์ ไม่ใช่กองหน้าธรรมชาติ ได้ลูกบู๊ลูกหนักก็จริง แต่จังหวะเด็ดขาดไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัดมากนัก

เกมบุกของไทยตัวความหวังอย่าง ชนาธิป โดนแข้งเวียดนามตามตัดฟาวล์ทันทีในทุกครั้งที่ได้บอล ทำให้เขาเล่นได้ไม่ถนัด แต่ก็เปิดทางกับโอกาสให้กับ สุภโชค สารชาติ ที่อาศัยความสามารถและความเร็วเล่นงานเวียดนามแทน และ สารัช กับ พิธิวัต ก็เล่นง่ายขึ้นและมีจังหวะส่งบอลงามๆในหลายจังหวะ ถือว่าเป็นการเพิ่มมิติเกมตรงกลางได้เป็นอย่างดีกับการแก้ทางบอลเพรสซิ่งของเวียดนาม

ส่วน ธีราทร บุญมาทัน กับ ทริสตอง โด ช่วยเกมรับได้เยอะ เพียงการเติมเกมไม่ค่อยจะมีให้เห็นเหมือนยามเล่นกับสโมสร แต่ทั้งนี้แท็กติกของแต่ละทีมก็ต่างกัน เกมนี้ไม่เด่นเกมหน้าอาจจะเด่นขึ้นก็ได้เมื่อเจอคู่แข่งใช้อีกแท็กติก

ส่วนคู่เซ็นเตอร์ หลุดบ้างเล็กน้อยเมื่อเจอความเร็วของคู่แข่ง นี่คือสิ่งที่นิชิโนะ น่าจะมองเห็น และปรับแก้ในเกมต่อๆไป

5 คนไทยส่วนใหญ่ยอมรับเวียดนามและแท็กติกของ ปาร์ค ฮัง ซอร์ มากขึ้น

ผลงานของเวียดนามเองก็ได้รับการยอมรับจากคนไทยมากขึ้น เพราะในระยะเวลา 2-3 ปีมานี้พวกเขาประสบความสำเร็จมากมาย โดยเฉพาะการแข่งขันในระดับทวีป ซึ่งในการแข่งขันรายการยู 23 ชิงแชมป์ เอเชีย และ สามารถผ่านเข้าไปเล่นรอบ 8 ทีมสุดท้ายรายการเอเชี่ยนคัพได้ด้วย ขนาดเจอญี่ปุ่นที่ว่าเกมรุกดุดัน แต่ยังกินพวกเขายากเลย แถมรูปเกมก็ไม่เป็นรองอะไรมากกมาย โดยเล่นกันได้เหนียวแน่น ระบบทีมดูเป็นระเบียบแบบแผน ตรงจุดนี้ก็ต้องยกเครดิตให้กับ โค้ชชาวเกาหลีว่าเป็นของจริง และรู้ถึงปัญหาและนำมาใช้ปรับเปลี่ยนจนเวียดนามเปลี่ยนไปในระยะเวลาไม่กี่ปี และผลงานที่ดีอย่างต่อเนื่องนี้เองทำให้ทรรศนะคติของคนไทยต่อทีมเวียดนามเริ่มเปลี่ยนไปและยอมรับพวกเขามากขึ้นทั้งตัวโค้ชหรือแม้กระทั่งผู้เล่น
บทสรุปและก้าวต่อไป

ไทยมีโปรแกรมฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 นัดที่ 2 ของกลุ่มจี วันที่ 10 กันยายน 2562 เวลา 19.30 น. ที่สนามเกโลรา บุง การ์โน (เสนายัน) ถ่ายทอดสดทาง ไทยรัฐ ทีวี ช่อง 32 โดยครั้งนี้มี 2 แข้งหน้าใหม่ที่ไม่มีชื่อจากเกมแรกอย่าง อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ แนวรุกจากทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด และ พัชรพล อินทนี กองกลางจากเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่ถูกเรียกตัวเข้ามาเสริมทีมแทน ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และ พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี ที่มีอาการบาดเจ็บขอถอนตัวเดินทางไปพร้อมกับทีมด้วย

โดยเราจะได้เห็น มิติการทำงานของ นิชิโนะ มากขึ้น ซึ่งหากว่าไทยสามารถบุกไปเก็บแต้มได้ในแบบชนิดที่ประทับใจ หรือหากได้สามแต้มไปเลยเชื่อว่า นิชิโนะ จะครองใจและเป็นที่รักของแฟนๆชาวไทยได้อย่างรวดเร็วภายใต้การคุมทีมระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน และเป็นการจุดประการความหวังกับโอกาสในการเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายให้กับไทยได้ รวมถึงอนาคตและทิศทางบอลไทยจะดีขึ้นเป็นลำดับภายใต้โค้ชญี่ปุ่นที่มีนามว่า อากิระ นิชิโนะ

-บูมเมอแรง-

กันยายน 7th, 2019

Posted In: ข่าวฟุตบอล

Leave a Comment

อากิระ นิชิโนะ กับความหวังใหม่ของทีมชาติไทย ในยุคที่กำลังจะตามหลังเวียดนาม

 

ในที่สุดเรื่องของ อากิระ นิชิโนะ ก็ได้ข้อสรุปเสียที หลังจากก่อนหน้านี้เป็นประเด็นกันอยู่พักนึง เมื่อสื่อชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง นิกกัน สปอร์ต ได้บุกสัมภาษณ์โค้ชวัย 64 ปี ทันทีที่เจ้าตัวเดินทางถึงสนามบินญี่ปุ่น โดยผู้สื่อข่าวได้กล่าวแสดงความยินดีกับเจ้าตัวที่ได้รับตำแหน่งโค้ชทีมชาติไทย แต่เจ้าตัวกับตกใจและบอกกับสื่อว่า “ผมแค่ไปทานข้าวกับนายกสมาคมฟุตบอลไทย แต่ฉันยังไม่ได้ลงนามในสัญญาแต่อย่างใด” นักข่าวพยายามชี้แจงว่าสื่อทางฝั่งไทยตีว่าคุณตอบรับงานคุมทีมแล้วนะ แต่นิชิโนะ ตอบกลับว่า “สื่อในไทยน่ากลัวจริงๆ พวกเขาเขียนเรื่องที่ไม่เป็นความจริง”

นักข่าวถามต่อว่าตกลงคุณไม่รับงานใช่หรือไม่? “ผมบอกได้เพียงว่าผมยังไม่ได้ตอบตกลงคุมทีมชาติไทย” แล้วกับข่าวที่ว่าคุณจะบินกลับไปไทยเพื่อแถลงข่าวเปิดตัวล่ะ “ผมยังคุยรายละเอียดไม่ลงตัวเลย ผมคงไม่กลับไปประเทศไทยในช่วงนี้แน่นอน” นักข่าวยืนยันว่าทางสมาคมฟุตบอลไทยเตรียมที่จะแต่งตั้งคุณ “สมาคมฟุตบอลไทย ได้ประกาศออกมาจริงๆ เหรอ มันไม่เป็นความจริงนะ” นักข่าวยิงคำถามต่อว่าแล้วจากนี้จะมีการเจรจากันต่อมั้ย “ผมไม่ขอตอบละกัน แต่เอาเป็นว่าถึงตอนนี้ผมยังไม่ได้ตอบรับว่าจะเข้ารับงานคุมทีมชาติไทย ผมขอพูดเพียงเท่านี้”

ซึ่งนั่นเป็นบทสัมภาษณ์กับสื่อญี่ปุ่นที่สร้างความงุนงงให้กับแฟนบอลชาวไทยกันอยู่พักนึง และเกิดความไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วเอาอย่างไรกันแน่ เรื่องที่บิ๊กอ๊อดแถลงข่าวออกมาก่อนหน้านั้นชัวร์หรือมั่วนิ่มกันแน่ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ ก่อนที่จะมีการประกาศอย่างชัดเจนในที่สุด

โดยเมื่อเวลา 13.00 น.วันพุธที่ 17 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้ทำการประกาศแต่งตั้ง อากิระ นิชิโนะ เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยชุดใหญ่ และรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี อย่างเป็นทางการ โดยอดีตเฮดโค้ชทีมชาติญี่ปุ่น ชุดฟุตบอลโลก 2018 จะนำทัพ “ช้างศึก” ลงทำการแข่งขันในรายการฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2, ซีเกมส์ และฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งการแต่งตั้งครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของสมาคมฯ ที่ได้แต่งตั้งโค้ชชาวเอเชียที่ไม่ใช่คนไทย ทำหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนและเป็นกุนซือต่างชาติคนที่ 14 ในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่าเขาจะได้รับค่าเหนื่อยราวๆ 20 ล้านบาทต่อปี

 

ประวัติ อากิระ นิชิโนะ
อากิระ นิชิโนะ เป็นชาวไซตามะ สมัยค้าแข้งเล่นให้สโมสรเดียวคือ ฮิตาชิ หรือ คาชิวา เรย์โซล สวมบทกองกลางลงเล่น 143 นัดยิง 29 ประตูตลอดระยะเวลา 12 ปีไม่เคยคว้าแชมป์ เรียกได้ว่าไม่โดดเด่นสักเท่าไหร่ ก่อนแขวนสตั๊ดเมื่อปี 1990
อากิระ นิชิโนะ มีประสบการณ์การคุมทีมมากมาย โดยเริ่มต้นจากการคุมทีมชาติญี่ปุ่น U20 และ U23 ต่อด้วยการทำงานกับสโมสรในเจลีก อย่าง คาชิวา เรย์โซล, กัมบะ โอซาก้า, วิสเซิล โกเบ และ นาโกยา แกรมปัส

ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการพา กัมบะ โอซาก้า คว้าแชมป์เจลีก 2005 แชมป์เอ็มเพอเรอร์ คัพ 2008, 2009 แชมป์เจแปน ลีกคัพ 2007 แชมป์เจแปนิส ซูเปอร์คัพ 2007 และแชมป์เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก 2008
ก่อนที่ปี 2016 นิชิโนะ จะขึ้นเป็นประธานเทคนิคของ ญี่ปุ่น ตามด้วยขยับคุมทีมชาติชุดใหญ่แทน วาฮิด ฮาลิฮอดซิช ก่อนฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียจะเปิดฉาก แม้จะมีเวลาน้อย แต่ว่าเขาคือคนที่เข้าใจฟุตบอลญี่ปุ่นมากที่สุด


ผลงานของ นิชิโนะ กับทีมชาติญี่ปุ่น ในศึก เวิลด์ คัพ 2018 คือว่าน่าจดจำอย่างยิ่งคือชนะ โคลอมเบีย 2-1 เสมอ เซเนกัล 2-2 ก่อนที่จะแพ้ โปแลนด์ 0-1 เข้ารอบน็อกเอาท์แบบเฉียดฉิวเพราะว่าใบเหลืองน้อยกว่าเซเนกัล รอบ 16 ทีมน่าผ่านไปได้ด้วยซ้ำ เพราะว่านำ เบลเยี่ยม 2-0 แต่พลิกพ่าย 2-3


ทั้งนี้ ยังเคยได้รางวัลผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยมของเจลีก ในปี 2000 และ 2005 เช่นเดียวกับรางวัลผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยมของเอเอฟซี เมื่อปี 2008 อีกด้วย
เขาเคยคุมทีมชาติญี่ปุนชุดยู-23 ชุดที่บุกมาถล่ม “ดรีมทีม” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยยับเยิน 5-0 ในศึกปรีโอลิมปิก 1996 ที่ จ.สุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ.2538 เป็นการปิดตำนานชุดดรีมทีมที่มีนักเตะอย่าง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ตะวัน (ธชตวัน) ศรีปาน, ดุสิต เฉลิมแสน, โชคทวี พรหมรัตน์ และมี “บิ๊กหอย” ธวัชชัย สัจจกุล เป็นผู้จัดการทีม

 

บทสรุปการคุมทีมชาติไทย
โดยในวันที่ 19 กรกฎาคม 2562 อากิระ นิชิโนะ จะมีงานแถลงข่าวการเซ็นสัญญาขึ้น ณ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผู้ฝึกสอนวัย 64 ปี ให้เหตุผลว่า ต้องการจะแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชนในบ้านเกิด ในฐานะที่กำลังจะทำหน้าที่ในต่างประเทศเป็นครั้งแรก ก่อนจะเดินทางมาร่วมงานกับสมาคมฯ ทันที
นอกจากนี้ ทางสมาคมฯ ยังเตรียมจัดแถลงข่าวในวันที่ มร. นิชิโนะ เดินทางมาถึงประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สอบถาม เรื่องการเตรียมทีม และความคิดเห็น หลังทราบผลการจับสลากแบ่งสายฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ไว้เช่นกัน

 

นิชิโนะ กับความหวังทีมชาติไทยในยุคที่เริ่มจะตามหลังเวียดนาม
ไม่มีใครตอบได้หรอกว่า นิชิโนะ กับทีมชาติไทย จะคลิกกันลงตัวหรือไม่ แต่ก็ถือเป็นอนาคตที่น่าตื่นเต้นเหลือเกินสำหรับแฟนบอลชาวไทย ซึ่งก็ดีกว่าไม่ทดลองปรับเปลี่ยนอะไรเลยไม่ใช่หรือ
ผลงานที่ผ่านๆ มา พอจะการันตีฝีมือได้ว่า นิชิโนะ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับทีมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนจากโค้ชยุโรปมาฝั่งเอเชียที่คุ้นเคยกับนักเตะที่มีสรีระใกล้เคียงกันบ้างน่าจะดี
เชื่อว่าเป็นโค้ชญี่ปุ่น ด้วยหลักการวิธีคิดย่อมเน้นวินัยและความเป๊ะ ดูตัวอย่างได้จากการให้สัมภาษณ์สื่อบ้านเกิดหลังเดินทางกลับจากไทยว่ายังไม่ได้รับงานคุมทีมช้างศึกอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นอุปสรรคด่านแรกในการทำงานสำหรับตัวนิชิโนะเองเลยก็ได้


ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ปัญหาหนึ่งของทีมฟุตบอลบ้านเราที่มักจะได้ยินมานานแสนนาน คือเรื่องวินัยนักเตะทั้งในและนอกสนาม ช่วงที่ได้โค้ชเข้มๆ เน้นตารางฝึกซ้อมหนักๆ หรือคุมเข้มพฤติกรรมการใช้ชีวิตนอกสนาม ก็มักมีข่าวลือว่านักเตะไม่ค่อยแฮปปี้บ้าง ถ้าเลยเถิดไปไกลก็อาจถึงขั้นดื้อเงียบก็เป็นได้
อีกประเด็นที่แฟนบอลนิยมวิจารณ์กันเกี่ยวกับทีมช้างศึกแต่ละยุค คือปัญหาเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวก ปัญหาลูกรักของโค้ช ซึ่งเท็จจริงเป็นอย่างไร ยากจะพิสูจน์ ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนว่า โค้ชบางคนชอบใช้งานนักเตะคนนั้นคนนี้ทั้งที่มีคนที่เหมาะสมกว่าในตำแหน่งนั้นๆ จริงหรือไม่
แต่ที่แน่ๆ คือ หากมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย มีกำลังภายในจากภายนอกซึ่งมีอิทธิพลกับวิธีคิดหรือการปฏิบัติตัวของนักเตะ ย่อมเป็นอุปสรรคในการทำงานของกุนซือทีมชาติไม่มากก็น้อย
การจะเข้ามาคุมทีมชาติไทยโดยอาศัยหลักการและวิธีการแบบญี่ปุ่นจ๋าที่เข้มงวดและเป็นระเบียบตั้งแต่ต้นอาจจะเป็นโจทย์ที่ยากจนเกินไป เพราะถ้านักเตะไม่พร้อมรับหรือหักดิบให้ปรับตัวทันที มีแต่จะเสี่ยงให้เกิดความขัดแย้งภายในได้โดยง่าย แต่ถ้าตึงไปแล้วขาด หย่อนเกินไปก็ไม่ดีเช่นกัน เพราะสุดท้ายก็จะลงเอยแบบเดิมๆ แถมตัวโค้ชเองก็อาจจะเซ็งจนไม่อยากจะอยู่ยาวๆ
จึงเป็นโจทย์น่าสนใจสำหรับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยว่าจะบาลานซ์การทำงานของ นิชิโนะ และการปฏิบัติตัวของนักเตะทีมชาติไทยอย่างไรให้สามารถไปต่อโดยมีเป้าหมายที่ความสำเร็จในระยะยาว

ขณะที่นักเตะเองก็ต้องมุ่งมั่นตั้งใจ พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง และเปิดใจยอมรับแนวทางปฏิบัติถ้าสิ่งที่โค้ชใหม่ปลูกฝังและถ่ายทอดให้นั้นจะเป็นประโยชน์กับทีม โดยมีเป้าหมายหนึ่งเดียวร่วมกันคือความสำเร็จของทีมชาติไทย

 


ตอนนี้ได้ผลการจับสลากรอบคัดเลือกโซนเอเชียรอบ 2 มาแล้ว ซึ่งไทยต้องอยู่ร่วมสายกับ ยูเออี เวียดนาม มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ซึ่งถือว่าไม่ยากนัก ต่อการจะเป็นที่ 1 ของสาย แต่ว่าหากก่อนหน้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ถือว่าโอกาสแทบจะ 50-50 เลยก็ว่าได้เพราะตอนนี้เราชนะเวียดนามได้ยาก ด้วยแท็กติกของ ปาร์ค ฮัง ซอร์ ที่ทำให้เวียดนามแข็งแกร่งขึ้น ด้วยสไตล์วิ่งเพรสซิ่งให้คู่แข่งเล่นยาก โดยที่นักเตะไทยไม่ชอบนัก และการยั่วยุก็จะทำให้เกิดอารมณ์และผิดพลาดง่ายๆตลอด ซึ่งดูจาก 2 เกมที่เจอกัน นารายการ 23 ปีและเกม คิงส์คัพที่ผ่านมา
แนวทางการทำทีมของ นิชิโอะ นั้นส่วนใหญ่ก็คุ้นเคยสไตล์นั้นเป็นอย่างดี และมีวิธีรับมือ และเชื่อว่าจะทำให้ทีมชาติไทยดีขึ้นแน่นอน และโอกาสต่อการผ่านเข้ารอบ 12 ทีมจะเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน

-บูมเมอแรง-

 

 

 

 

 

 

 

 

กรกฎาคม 19th, 2019

Posted In: ข่าวฟุตบอล

Leave a Comment

ยูโร 2020 ใครจะเป็น 4 ชาติแรกที่ได้เข้าร่วมในฐานะแชมป์ยูฟ่าเนชั่นลีกในแต่ละกลุ่ม

หลังจากได้แชมป์กลุ่มของในแต่ละลีกในรายการ ยูฟ่าเนชั่นลีก มาแล้วลีกละ 4 ทีมเพื่อมาแข่งขันกันในรอบรองชนะเลิศเพื่อผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศและหาผู้เป็นแชมป์ในแต่ละลีกเพื่อโอกาสในการเข้าร่วมรายการยูโร 2020 ซึ่งคืนนี้ 05/06/2562 จะเป็นการแข่งขันประเดิมรอบสุดท้ายในรอบรองชนะเลิศของ เนชั่นลีก โดยคู่แรกของลีกเอ ระหว่าง โปรตุเกส กับ สวิตเซอร์แลนด์

ต่อไปเราจะมากล่าวถึงทีมาของรายการนี้และวัตถุประสงค์ของการจัดการแข่งขัน
ปกติยามว่างเว้นรายการทีมชาติระดับเมเจอร์ ก็จะมีรายการอุ่นเครื่องหรือ ฟีฟ่าเดย์ มาคั่นรายการ แต่ทว่าความสนใจกลับมีน้อย เพราะความจริงจังของแต่ละชาตินั้นน้อย ความเสื่อมถอยเลยเกิดขึ้นเรื่อยๆในหมู่กลุ่มแฟนบอล แต่ทว่าตอนนี้การอุ่นเครื่องครั้งนี้จะมีความจริงจังขึ้นแล้วเพราะจะมีการใช้ระบบอุ่นเครื่องแบบใหม่เอี่ยมที่ชื่อว่า ยูฟ่า เนชั่นส์ลีก หลายคนคงได้ยินมาว่าจะมีการคิดคะแนนเพื่อสิทธิเข้ารอบ ยูโร 2020 ด้วย แต่เชื่อว่าตอนนี้ทุกคนยังงงกันอยู่แน่นอน ระบบมันเป็นยังไง? แข่งยังไง? ระบบนี้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเหลือเกิน แต่เราจะมาอธิบายแบบง่ายๆกัน

การแบ่งกลุ่ม

ชาติสมาชิกยูฟ่าทั้งหมด 55 ชาติจะมีการจัดอันดับวัดจากค่าสัมประสิทธิ์ของแต่ละชาติ โดยจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน

ลีก A ประกอบด้วยชาติที่มีค่าสัมประสิทธิ์ตั้งแต่อันดับ 1-12 (12 ทีม)
ลีก B ประกอบด้วยชาติที่มีค่าสัมประสิทธิ์ตั้งแต่อันดับ 13-24 (12 ทีม)
ลีก C ประกอบด้วยชาติที่มีค่าสัมประสิทธิ์ตั้งแต่อันดับ 25-39 (15 ทีม)
ลีก D ประกอบด้วยชาติที่มีค่าสัมประสิทธิ์ตั้งแต่อันดับ 40-55 (16 ทีม)

นั่นหมายความว่าทีมในระดับเดียวกันจะได้เจอกัน คราวนี้จะไม่มีทีมไหนได้เปรียบเสียเปรียบกันแล้ว

เท่านั้นยังไม่พอ ในแต่ละลีกจะมีการแบ่งเป็น 4 กลุ่มย่อยอีกต่างหาก ซึ่งมีการจับสลากกันไปเรียบร้อยแล้ว ดังจะมีทีมตามนี้

ลีก A
กลุ่ม 1 ได้แก่ เยอรมัน, ฝรั่งเศส, ฮอลแลนด์
กลุ่ม 2 ได้แก่ เบลเยี่ยม, สวิตเซอร์แลนด์, ไอซ์แลนด์
กลุ่ม 3 ได้แก่ โปรตุเกส, อิตาลี, โปแลนด์
กลุ่ม 4 ได้แก่ สเปน, อังกฤษ, โครเอเชีย

ลีก B
กลุ่ม 1 ได้แก่ สโลวาเกีย, ยูเครน, เช็ก
กลุ่ม 2 ได้แก่ รัสเซีย, สวีเดน, ตุรกี
กลุ่ม 3 ได้แก่ ออสเตรีย, บอสเนีย, ไอร์แลนด์เหนือ
กลุ่ม 4 ได้แก่ เวลส์, ไอร์แลนด์, เดนมาร์ก

ลีก C
กลุ่ม 1 ได้แก่ สก็อตแลนด์ , อัลเบเนีย, อิสราเอล
กลุ่ม 2 ได้แก่ ฮังการี, กรีซ, ฟินแลนด์, เอสโตเนีย
กลุ่ม 3 ได้แก่ สโลวีเนีย, นอร์เวย์, บัลเกเรีย, ไซปรัส
กลุ่ม 4 ได้แก่ โรมาเนีย, เซอร์เบีย, มอนเตเนโกร, ลิทัวเนีย

ลีก D
กลุ่ม 1 ได้แก่ จอร์เจีย ,ลัตเวีย, คาซัคสถาน, อันดอร์รา
กลุ่ม 2 ได้แก่ เบลารุส, ลักเซมเบิร์ก, มอลโดว่า, ซาน มาริโน่
กลุ่ม 3 ได้แก่ อาเซอร์ไบจาน, หมู่เกาะแฟโร, มอลต้า, โคโซโว
กลุ่ม 4 ได้แก่ มาเซโดเนีย, อาร์เมเนีย, ลิกเทนสไตน์, ยิบรอลตาร์

กฎการแข่ง

แต่ละกลุ่มจะแข่งขันกันแบบเหย้าเยือนพบกันหมด และมีระบบเก็บแต้มเหมือนปกติ ใครเก็บแต้มได้มากที่สุดก็จะเป็นแชมป์กลุ่ม

สำหรับแชมป์แต่ละกลุ่มของลีก B,C,D จะได้เลื่อนชั้นในยูฟ่า เนชั่นลีกครั้งถัดไป (หรืออีก 4 ปีข้างหน้า) เช่น แชมป์แต่ละกลุ่มของลีก B จะขึ้นไป ลีก A

ทีมอันดับสุดท้ายของแต่ละกลุ่มจะตกชั้นลงไปลีกรองลงมาในยูฟ่า เนชั่นลีกครั้งถัดไปเช่นกัน เช่น ลีก A ตกมาลีก B แต่กลุ่มสุดท้ายอย่างกลุ่ม D จะไม่มีตกชั้นแล้ว

นอกจากนี้ยูฟ่า เนชั่นลีกมีความพิเศษนั่นคือ จะมีการแข่งรอบรองชนะเลิศ เฉพาะลีก A เท่านั้น
แชมป์แต่ละกลุ่มในลีก A จะได้เข้ารอบรองชนะเลิศ โดยแชมป์กลุ่มที่เก็บแต้มมากที่สุดเป็นอันดับ 1 จะได้เจอกับแชมป์กลุ่มที่เก็บแต้มได้น้อยที่สุด

ส่วนอีกคู่นั้นเป็นคู่ระหว่างแชมป์กลุ่มที่เก็บแต้มได้มากที่สุดอันดับ 2 เจอกับแชมป์กลุ่มที่เก็บแต้มมากที่สุดอันดับ 3

รอบรองชนะเลิศจะเป็นการแข่งนัดเดียวจบโดยใช้สนามของทีมที่มีคะแนนเหนือกว่า (แข่งวันที่ 5 หรือ 6 มิถุนายน 2019)

ผู้ชนะก็จะเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ส่วนผู้แพ้ก็จะได้ชิงที่ 3 ซึ่งทั้งสองแมตช์แข่งในวันที่ 9 มิ.ย. 2019 ใครชนะก็จะ

ได้แชมป์ยูฟ่า เนชั่นส์ลีก ไปครอง
โควต้าเพลย์ออฟยูโร 2022​

หลังจากจบรอบแบ่งกลุ่มของ ยูฟ่า เนชั่นส์ลีกในเดือน พ.ย. 2018 ก็จะมีรอบคัดเลือกฟุตบอลยูโรตามปกติในปีหน้า ซึ่งจะมีทั้งหมด 10 กลุ่ม เมื่อแข่งรอบคัดเลือกจบ ชาติที่ได้แชมป์กลุ่มและรองแชมป์กลุ่มจะเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลยูโร 2020 ซึ่งก็จะเข้ารอบทั้งหมด 20 ทีม

ปกติฟุตบอลยูโรจะมีทั้งหมด 24 ทีม ซึ่งอีก 4 ทีมนั้นมาจากการแข่งรอบเพลย์ออฟโดยจะเอาอันดับสามที่ดีที่สุด 8 ทีม จับสลากเจอกัน แต่ครั้งนี้จะไม่มีอีกแล้ว

ยูฟ่าจะหันมาดูจาก ยูฟ่า เนชั่นส์ลีก แทน ซึ่งแต่ละลีก (A,B,C,D) จะมีโควต้าให้ไปฟุตบอลยูโร 1 โควต้าเท่านั้น
โดยแชมป์กลุ่ม 1,2,3,4 ในแต่ละลีกจะต้องมาเพลย์ออฟกันช่วงเดือนมีนาคม 2020 ทีมที่ได้แชมป์เพลย์ออฟของลีกนั้น ก็จะได้สิทธิยูโร 2020 ทันที

คราวนี้อาจจะมีทีมที่ตกรอบคัดเลือกยูโร แต่เป็นแชมป์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งใน ยูโร เนชั่นส์ลีก ผลคือชาตินั้นก็ยังมีสิทธิ์เพลย์ออฟเพื่อเข้ายูโรอยู่

แน่นอนว่ามันอาจจะมีกรณีที่แชมป์กลุ่ม 1,2,3,4 ได้ไปยูโร 2020 อยู่แล้วเพราะผ่านเข้ารอบตั้งแต่รอบคัดเลือกแล้ว สิทธิ์ในการแข่งเพลย์ออฟจะตกไปอยู่กับทีมอันดับต่อไปในลีก (โดยเลือกทีมที่ทำคะแนนได้ดีที่สุดแบบไม่อิงกลุ่มหรือคือทีมที่อยู่อันดับ 5-12 ในลีกนั่นเอง) สรุปว่ายังไงแต่ละกลุ่มจะต้องมี 4 ทีมที่ได้เล่นเพลย์ออฟแน่นอน และจะมี 4 ทีมที่เข้าไปเล่นรอบสุดท้ายยูโร 2020

สรุปแชมป์ของแต่ละกลุ่มในแต่ละลีก เนชั่นลีก 2018/19

ลีก A
กลุ่ม 1 แชมป์ได้แก่ ฮอลแลนด์
กลุ่ม 2 แชมป์ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์
กลุ่ม 3 แชมป์ได้แก่ โปรตุเกส
กลุ่ม 4 แชมป์ได้แก่ อังกฤษ

ลีก A ถือว่าเป็นลีกอันดับ 1 ที่รวบรวมทีมที่ผลงานและค่าสัมปสิทธิ์ดีที่สุดของยุโรปเข้าร่วม เพราะฉะนั้นทีมที่ได้แชมป์ไม่ใช่แค่ได้เข้าร่วม ยูโร 2020 เท่านั้น แต่เป็นการได้แชมป์รายการนี้ไปครองอีกด้วย

ลีก B
กลุ่ม 1 แชมป์ได้แก่ ยูเครน
กลุ่ม 2 แชมป์ได้แก่ สวีเดน
กลุ่ม 3 แชมป์ได้แก่ บอสเนีย
กลุ่ม 4 แชมป์ได้แก่ เดนมาร์ก

ลีก C
กลุ่ม 1แชมป์ได้แก่ สก็อตแลนด์
กลุ่ม 2 แชมป์ได้แก่ ฟินแลนด์
กลุ่ม 3 แชมป์ได้แก่ นอร์เวย์
กลุ่ม 4 แชมป์ได้แก่ เซอร์เบีย

ลีก D
กลุ่ม 1 แชมป์ได้แก่ จอร์เจีย
กลุ่ม 2 แชมป์ได้แก่ เบลารุส,
กลุ่ม 3 แชมป์ได้แก่ โคโซโว
กลุ่ม 4 แชมป์ได้แก่ มาเซโดเนีย

เราได้ 4 แชมป์กลุ่มของลีก A และได้เริ่มการแข่งขันในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งจะเริ่มการแข่งขันคืนนี้ 05/06/2562 เป็นคู่แรก ซึ่งรายการนี้ถือไม่ใช่แค่การเพิ่มดีกรีของเกมอุ่นเครื่องทมชาติเท่านั้น แต่เป็นการให้โอกาสทีมที่ฟอร์มกำลังดีในช่วงนั้นมีโอกาสเข้าร่วมรายการระดับเมเจอร์อย่างยูโร 2020 ซึ่งจะทำให้ทีมเกรดเอได้เข้าร่วมในรายการสุดท้ายมากขึ้น เพราะหลายปีที่ผ่านมาช่วงรอบคัดเลือกมีบางทีมเกิดอาการช็อตเอาดื้อๆในรายการรอบคัดเลือก จนสีสันในรอบสุดท้ายหายไป และการแข่งขันนี้ก็เป็นการให้โอกาสทีมเล็กๆหรือระดับปลายแถวมีโอกาสได้เข้าร่วมในรอบสุดท้าย หากว่าสามารถคว้าแชมป์กลุ่มในรอบเพลย์ออฟได้ เช่นแชมป์จากกลุ่ม D เป็นต้นฯ

-บูมเมอแรง-

มิถุนายน 6th, 2019

Posted In: ข่าวฟุตบอล

Leave a Comment

เก็บตก ! ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปกับความสำเร็จและสถิติต่างๆของทีมจากอังกฤษ

ได้คู่ชิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปทั้งสองถ้วย โดยคู่ชิงปีนี้เป็นทีมจากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ทั้งหมด โดยถ้วยใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ 64 และเป็นฤดูกาลที่ 27 ตั้งแต่มีการเปลี่ยนชื่อจาก ยูโรเปี้ยน แชมเปี้ยนคลับส์คัพ เป็น ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ซึ่งเป็นการชิงชัยกันระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ ท็อตแน่มฮอทสเปอร์ส ส่วนถ้วยรอง ยูโรป้าลีก หรือชื่อเดิม ยูฟ่าคัพ เป็นการชิงชัยกัน ระหว่าง เชลซี กับ อาร์เซน่อล ซึ่งถือว่าเป็นดาร์บี้แมตซ์แห่งกรุงลอนดอนเสียด้วย

เราจะเห็นได้ว่า ฤดูกาลนี้ทีมจากอังกฤษประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด เพราะไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ถ้วยทั้งสองใบก็ต้องตกอยู่บนผืนแผ่นดินประเทศอังกฤษอย่างแน่นอน ความสำเร็จนี้นับเป็นการสร้างสถิติเอาหลายอย่างด้วยกัน ซึ่งจะจำแนกออกได้ดังนี้

สถิติต่างๆโดยนับรวมจากทั้งสองถ้วยของสโมสรในยุโรป

1 นับเป็นครั้งแรกที่นัดชิงทั้งสองถ้วยมาจาก 4 ทีม จากประเทศเดียวกันทั้งหมด 

2 ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 12 ที่ทีมจากประเทศเดียวเดียวกันได้แชมป์ไปทั้งหมด 2 ถ้วย และเป็นครั้ง 3 ของทีมจากประเทศอังกฤษอีกด้วย

2018/19 ทีมจากอังกฤษได้แชมป์ทั้งสองถ้วย โดยบทสรุปจะเป็นเช่นไรต้องรอลุ้นกันอีกไม่กี่วันข้างหน้า

2017/18 ทีมจากสเปนได้แชมป์ทั้งสองถ้วย โดย เรอัล มาดริด ได้แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก และ แอตฯมาดริด ได้แชมป์ ยูโรปาลีก

2015/16 ทีมจากสเปนได้แชมป์ทั้งสองถ้วย โดย เรอัล มาดริด ได้แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก และ เซบีย่า ได้แชมป์ ยูโรปาลีก

2014/15 ทีมจากสเปนได้แชมป์ทั้งสองถ้วย โดย บาร์เซล่า ได้แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก และ เซบีย่า ได้แชมป์ ยูโรปาลีก

2013/14 ทีมจากสเปนได้แชมป์ทั้งสองถ้วย โดย เรอัล มาดริด ได้แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก และ เซบีย่า ได้แชมป์ ยูโรปาลีก

2005/06 ทีมจากสเปนได้แชมป์ทั้งสองถ้วย โดย บาร์เซโลน่า ได้แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก และ เซบีย่า ได้แชมป์ ยูโรปาลีก

1993/94 ทีมจากอิตาลี่ได้แชมป์ทั้งสองถ้วย โดย เอซี มิลาน ได้แชป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก และ อินเตอร์ มิลาน ได้แชมป์ ยูฟ่าคัพ

1989/90 ทีมจากอิตาลี่ได้แชมป์ทั้งสองถ้วย โดย เอซี มิลาน ได้แชป์ยูโรเปี้ยนคัพ และ ยูเวนตุส ได้แชมป์ ยูฟ่าคัพ

1988/89 ทีมจากอิตาลี่ได้แชมป์ทั้งสองถ้วย โดย เอซี มิลาน ได้แชป์ยูโรเปี้ยนคัพ และ นาโปลี ได้แชมป์ ยูฟ่าคัพ

1983/84 ทีมจากอังกฤษ ได้แชมป์ทั้งสองถ้วย โดย ลิเวอร์พูล ได้แชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ และ สเปอร์ส ได้ถ้วย ยูฟ่าไปครอง

1980/81 ทีมจากอังกฤษ ได้แชมป์ทั้งสองถ้วย โดย ลิเวอร์พูล ได้แชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ และ อิปสวิช ได้แชมป์ ยูฟ่าคัพ

1974/75 ทีมจากเยอรมัน ได้แชมป์ทั้งสองถ้วย ซึ่งเป็นแชมป์จากประเทศเดียวกันเป็นครั้งแรก โดย บาเยิร์น มิวนิค ได้แชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ และ กลัดบัค ได้แชมป์ ยูฟ่าคัพ

3 นับรวมแชมป์ทั้ง 2 รายการ ทีมจากอังกฤษ แซงหน้า ทีมจากอิตาลี่ ขึ้นเป็นเบอร์ 2 ของยุโรป โดยแชมป์รวมอยู่ที่ 22 ครั้ง โดยสรุปดังนี้

  • 3.1 สเปน 29 ครั้ง
  • 3.2 อังกฤษ 22 ครั้ง
  • 3.3 อิตาลี่ 21 ครั้ง

สถิติของถ้วย ยูโรปาลีก

หลังของถ้วย ยูโรปาลีก มีแชมป์ที่มาจาก 2 ประเทศเท่านั้น นั่นก็คือจากประเทศ สเปน และ อังกฤษ โดยทีมจากสเปนคว้าแชมป์ไปครอง 5 ครั้ง และทีมจากอังกฤษ 3 ครั้ง ซึ่งนับรวมครั้งนี้ไปด้วย

2 นับเป็นครั้งที่สองที่ทีมจากอังกฤษเข้าชิงยูโรปาลีก กันเอง ซึ่งครั้งแรกก็คือ ปี 1971/72 โดยครั้งนั้นเป็นการชิงชัยกัน ระหว่าง สปอร์ส กับ วูล์ฟแฮมป์ตัน และเป็น สเปอร์ส ที่ได้แชมป์ไปครองหลังจากผล 2 นัดชนะที่สกอร์รวม 3-2 ทำให้มีสถิติเทียบเท่ากับทีมจากสเปน ที่เคยเข้าชิงด้วยกันเอง 2 ครั้ง แต่ก็ยังตามหลังทีมจากอิตาลี่อยู่ เพราะ ทีมจากอิตาลี่เข้าชิงกันเองมากที่สุด 3 ครั้ง 4 ในถ้วย ยูโรปาลีก การได้แชมป์ครั้งนี้ จะทำให้ทีมอังกฤษมีสถิติการคว้ามแชมป์มากที่สุดขึ้นมาอยู่อันดับ 2 เทียบเท่าจากทีมอิตาลี่ ที่ 9 ครั้ง โดยตามหลังทีมจากสเปนที่ได้แชมป์มากที่สุดอยู่ที่ 11 ครั้ง

สถิติของถ้วย ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก

1 นับเป็นการเข้าชิงกันเองของทีมสโมสรจากประเทศอังกฤษ และนับเป็นครั้งที่ 2 ของประวัติศาสตร์วงการ

ฟุตบอลของประเทศอีกด้วย และนับเป็นครั้งที่ 6 ของถ้วยนี้โดยมีสถิติย้อนหลังดังนี้

2018/19 ลิเวอร์พูล ชิงกับ สเปอร์ส นับเป็นครั้งที่ 2 ที่ทีมจากอังกฤษเข้าชิงกันเอง
2015/16 เรอัลมาดริด ชนะ ดวลจุดโทษ แอตฯมาดริด 5-3 เสมอในเวลา 1-1 นับเป็นดาร์บี้แมตซ์แห่งกรุงมาดริด ครั้งที่ 2

2016/14 เรอัลมาดริด ชนะ แอตฯมาดริด ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 4-1 นับเป้นดาร์บี้แมตว์แห่งกรุงมาดริด ครั้งแรก

2007/08 แมนฯยู ชนะ ดวลจุดโทษ เชลซี 6-5 เสมอในเวลา 1-1 นับเป็นครั้งแรกที่ทีมจากอังกฤษเข้าชิงกันเอง

2002/03 เอซี มิลาน ชนะ ดวลจุดโทษ ยูเวนตุส 3-2 เสมอในเวลา 0-0 เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ทีมจาก อิตาลี่ เข้าชิงกันเอง

1999/2000 เรอัล มาดริด ชนะ บาเลนเซีย 3-0 นับเป็นครั้งแรกที่ทีมจากประเทศเดียวกันชิงกันเอง ซึงเป็นครั้งแรกของการเข้าชิงของทีมจากสเปนอีกด้วย แต่เหตุผลก็เพราะยูฟ่าได้เปลี่ยนกติกาเพิ่มทีมอันดับ 2-3-4 สามารถเข้าร่วมด้วย ซึ่งเพิ่งปรับใช้เมื่อปี 1992 นั่นเอง ก่อนหน้านั้นเป็นแชมป์ของแต่ละประเทศทั้งหมด

2 การได้แชมป์ครั้งนี้จะทำให้ทีมจากอังกฤษแซงหน้าทีมสโมสรจาก อิตาลี่ ที่ได้แชมป์ถ้วยใหญ่ของยุโรปมากที่สุดมาเป็นลำดับ 2 โดยเป็นแชมป์ไปทั้งหมด 13 ครั้ง ซึ่งทำให้เป็นรองแค่ทีมสโมสรจากสเปน ที่คว้าแชมป์ไปได้ถึง 18 ครั้ง

แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก นับรวมจากประเทศ

  • สเปน 18 ครั้ง
  • อังกฤษ 13 ครั้ง(นับรวมครั้งนี้ด้วย)
  • อิตาลี่ 12 ครั้ง
  • เยอรมัน 7 ครั้ง
  • ฮอลแลนด์ 6 ครั้ง

แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก นับรวมจากชื่อทีม

  • เรอัลมาดริด 13 ครั้ง
  • เอซีมิลาน 7 ครั้ง
  • ลิเวอร์พูล 5 ครั้ง(หากได้ครั้งนี้ก็จะเป็นสมัยที่ 6)
  • บาเยิร์น มิวนิค 5 ครั้ง
  • อาแจ็กซ์ 4 ครั้ง

3 นับเป็นการหยุดสถิติของการได้แชมป์ของสโมสรจากสเปนติดต่อกันไว้ที่ 5 ครั้ง และยังคงเป็นรักษาสถิติของทีมจากอังกฤษเอาไว้โดยเป็นประเทศที่ครองแชมป์ติดต่อกันมากที่สุดที่ 6 ครั้งเอาไว้ด้วย (1976/77-1981/82 ซึ่งก่อนจะโดนแบนไปอีก 5 ปีหลังจากนั้นหลังจากเกิดเหตุที่ฮิลด์โบโร่ แมตซ์ เชฟฯเว้นเดย์ กับ ลิเวอร์พูล นั่นเอง)

ไม่ว่าบทสรุปแชมป์ยุโรปทั้งสองถ้วยจะเป็นของใคร แต่ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ทีมจากอังกฤษประสบความสำเร็จมากที่สุดแล้ว และเป็นการทำลายสถิติไว้หลายรายการด้วยกัน เหลืออีกเพียงไม่กี่วันเราก็รู้กันแล้วว่าใครจะได้ชูถ้วยใบใหญ่ของยุโรป แชมป์จะตกเป็นของ ลิเวอร์พูล หรือ สเปอร์ส กันแน่ หาก ลิเวอร์พูล ชวดแชมป์ ก็ถือว่าเป็นปีซวยของพวกเขาเลยทีเดียวเพราะทีมเล่นได้อย่างสุดยอดที่สุดในรอบหลายกว่าปีที่ผ่านมานี้แต่ก็ต้องมือเปล่าทั้งหมด แต่หากได้แชมป์ถือว่าเป็นรางวัลตอบแทนที่แสนจะล้ำค่าที่สุดให้แก่พวกเขาทันที

-บูมเมอแรง-

พฤษภาคม 22nd, 2019

Posted In: ข่าวฟุตบอล

Leave a Comment

หน้าถัดไป »