สมัครสมาชิก แทงบอลออนไลน์

---หรือ---

       เมื่อวันจันทร์ที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา แมนฯยู เปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เสมอกับ อาร์เซน่อล 1-1 ซึ่งผ่าน 7 นัดแรกของศึก พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูภายใต้การทำทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ทำผลงาน ได้ห่วยแตกที่สุดในรอบ 30 ปี จากการที่เก็บได้เพียง 9 คะแนนเท่านั้น แถมผลงานการคุมทีมในลีกของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ยังแย่กว่าช่วง 28 นัดสุดท้ายในยุคของ มูรินโญ่ อีกต่างหาก นัดที่ 28 ของ โซลชา เก็บแต้มในลีกได้เพียง 49 คะแนน โดยถ้าไปเทียบกับเกมลีก 28 นัดสุดท้ายของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคของ มูรินโญ่ แล้วนั้น ทีมของกุนซือชาวนอร์เวย์ก็เก็บแต้มได้น้อยกว่า 2 คะแนน

       ครั้งสุดท้ายก่อนหน้านี้ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำผลงานได้ย่ำแย่กว่าในซีซั่นนี้นั้น คือฤดูกาล 1989-90 ที่พวกเขาเก็บได้เพียง 7 คะแนนในช่วง 7 นัดแรก โดยสุดท้ายแล้วพวกเขาก็จบซีซั่นนั้นด้วยการเป็นอันดับที่ 13 ของตารางคะแนน ขณะที่ปัจจุบัน แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่ที่ 10 ของตารางคะแนน

       เดิมที โซลชา ก็พาลูกทีมทำผลงานได้น่าผิดหวังในช่วงไม่กี่เดือนสุดท้ายของซีซั่นก่อนอยู่แล้ว และต้นฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ยังมีฟอร์มที่ย่ำแย่ ต่อเนื่อง และเกิดคำถามมากมายว่า โซลชา ควรจะได้คุมทีมต่อไปหรือไม่ โดยเริ่มมีการต่อต้านของหมู่แฟนบอลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

       ปัญหาของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในตอนนี้คือการขาดทั้งคุณภาพและความเชื่อมั่น พวกเขาไม่ได้เปิดเกมบุกแบบเต็มที่เพื่อทำลายคู่แข่ง โดยเอาแต่เน้นไปที่การสวนกลับเร็ว ใครได้ดูเกมของ แมนฯยู ตอนนี้ต้องอึดอัดไปตามๆกัน และแกนหลักก็ยังโชว์ฟอร์มเก่งไม่ออกเหมือนว่าความมั่นใจกำลังหดหายลงไปเต็มที

       ต้องยอมรับว่าตอนนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กำลังเก้าอี้ร้อนสุดๆ และเรามาดูผลงานทั้งหมดย้อนหลังของ 5 กุนซือที่ทำทีมแมนฯยูลงแข่งขันภายใต้ชื่อพรีเมียร์ลีก ว่าแต่ละคนมีผลงานย่ำแย่ที่สุดปีไหนและอย่างไรกันบ้าง

กุนซือ : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

ฤดูกาลที่แย่สุด : 2019-20

นักเตะที่คว้ามาร่วมทีม
แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (เลสเตอร์) – 80 ล้านปอนด์
อารอน วาน-บิสซาก้า (พาเลซ) – 50 ล้านปอนด์
แดเนียล เจมส์ (สวอนซี) – 17 ล้านปอนด์

       กุนซือชาวนอร์เวย์ยังคงได้รับการสนับสนุนจาก เอ็ด วู๊ดเวิร์ด อย่างเต็มที่หลังจัดการเสริมทัพผู้เล่นใหม่โดยเฉพาะการได้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ และ อาร์รอน วาน-บิสซาก้า สองแนวรับมาเสริมทัพ

       อย่างไรก็ตามปัญหาของ โซลชา ในเวลานี้คือการขาดแคลนกองหน้าอาชีพหลังปล่อย โรเมลู ลูกากู และ อเล็กซิส ซานเชส ออกจากทีม ซึ่งเรื่องดังกล่าวเริ่มจะส่งผลกระทบกับทีมแล้ว โดยเวลานี้พวกเขารั้งอันดับ 11 หลังผ่าน 6 นัดแรก

ไลน์ อัพ ตัวจริง : ดาบิด เดเคอา, อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์, สกอตต แม็คโทมิเนย์, ปอล ป็อกบา, แดเนียล เจมส์, เจสซี่ ลินการ์ด, มาคัส แรชฟอร์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

กุนซือ : โชเซ่ มูรินโญ่

ฤดูกาลที่แย่ที่สุด : 2018-19
อันดับในลีก : 6
เอฟเอ คัพ : รอบก่อนรองชนะเลิศ
ลีก คัพ : รอบสาม
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : รอบก่อนรองชนะเลิศ

นักเตะที่คว้ามาร่วมทีม
เฟร็ด (ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค) – 52 ล้านปอนด์
ดิโอโก้ ดาโลต์ (ปอร์โต้) – 19 ล้านปอนด์
ลี แกรนท์ (สโต๊ค) – 1.5 ล้านปอนด์

       ฤดูกาลที่สามของกุนซือชาวโปรตุกีสในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นปีที่เกิดความวุ่นวายภายในทีมอย่างมาก ก่อนเริ่มต้นฤดูกาล มูรินโญ่ ตั้งเป้าคว้านักเตะมาร่วมทีมหลายรายทั้ง แฮร์รี่ แม็กไกวร์, โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ และ เยอโรม บัวเต็ง แต่สุดท้ายกลับไม่ได้รับการอนุมัติจาก เอ็ด วู๊ดเวิร์ด และมาได้ เฟร็ด, ดิโอโก้ ดาโลต์, ลี แกรนท์ มาแทน

       ฤดูกาลนี้ มูรินโญ่ ต้องเจอกับเรื่องนอกสนามโดยเฉพาะการมีปัญหากับ ปอล ป็อกบา ซึ่งมันส่งผลกระทบมาถึงผลงานของทีม การแพ้ต่อ ไบรท์ตัน และ สเปอร์ส ในเดือนสิงหาคมเริ่มมีสัญญาณบ่งบอกว่าสถานการณ์ของเขากำลังย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จนมาถึงเกมแดงเดือดที่แพ้ต่อ ลิเวอร์พูล 1-3 กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ “เดอะ สเปเชียลวัน” ต้องพ้นจากตำแหน่ง

       ก่อนจะเป็น โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกุนซือรักษาการณ์พาทีมทำผลงานได้ยอดเยี่ยมบนเวทียุโรปหักด่าน ปารีส แซง แชร์กแมง เข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศแต่สุดท้ายพวกเขาไม่สามารถต้านความแกร่งของ บาร์เซโลน่าได้

       ส่วนผลงานในลีกนั้นกุนซือชาวนอร์เวย์พาทีมทำงานตกลงไปในช่วงท้ายหลังจากได้รับสัญญาถาวรจากต้นสังกัด และพาทีมจบอันดับ 6

กุนซือ : หลุยส์ ฟาน กัล

ฤดูกาลที่แย่ที่สุด : 2015-16
อันดับในลีก : 5
เอฟเอ คัพ : แชมป์
ลีก คัพ : รอบสี่
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : ร่วงรอบแบ่งกลุ่ม
ยูโรปาลีก : รอบ 16 ทีม

นักเตะที่คว้ามาร่วมทีม
อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล (โมนาโก) – 54 ล้านปอนด์
มอร์กาน ชไนเดอร์ลิน (เซาธ์แฮมป์ตัน) – 28 ล้านปอนด์
เมมฟิส เดอปาย (พีเอสวี) – 30 ล้านปอนด์
มัตเตโอ ดาร์เมียน (โตริโน่) – 12.7 ล้านปอนด์
บาสเตียน ชไวสไตนเกอร์ (บาเยิร์นฯ) – 6 ล้านปอนด์
เซร์คิโอ โรเมโร่ (ซามพ์โดเรีย) – ฟรี

       ฤดูกาลที่สองของกุนซือชาวดัตช์ในการคุมทีมในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด พร้อมได้รับการหนุนจากบอร์ดบริหารในการเซ็นสัญญาคว้าตัวผู้เล่นมาหลายราย

       แมนยู เริ่มต้นฤดูกาลด้วยการอย่างยอดเยี่ยมด้วยการเอาชนะ ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ และ แอสตัน วิลล่า ก่อนจะมาสะดุดเสมอ นิวคาเสซิ่ล และแพ้ สวอนซี ตามลำดับ

       หลังจากนั้นในเดือนธันวาคมกลายเป็นช่วงที่ทีมทำผลงานได้น่าผิดหวังสุดๆเนื่องจากพวกเขาแพ้สามเกมรวดในลีกกับ บอร์นมัธ, นอริช และ สโต๊ค ซิตี้ นอกจากนี้ยังกระเด็นตกรอบแบ่งกลุ่มยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกอีกด้วย
แต่ในช่วงท้ายฤดูกาลกุนซือชาวดัตช์ก็ยังพาทีมมีแชมป์ติดไม้ติดมือส่งท้ายด้วยการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ จากการเอาชนะ คริสตัล พาเลซ ในช่วงต่อเวลา อย่างไรก็ตามมันไม่เพียงพอที่จะทำให้ ฟานกัล ได้อยู่ในตำแหน่งต่อไป

ไลน์ อัพ ตัวจริง : ดาบิด เดเคอา, มัตเตโอ ดาร์เมียน, คริส สมอลลิ่ง, แดเลย์ บลินด์, มาร์กอส โรโฮ, ไมเคิ่ล คาร์ริค, มอร์กาน ชไนเดอร์ลิน, อังเดร เอร์เรร่า, ฆวน มาต้า, เวย์น รูนีย์, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

ไลน์ อัพ ตัวจริง : ดาบิด เดเคอา, แอชลีย์ ยัง, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, คริส สมอลลิ่ง, ลุค ชอว์, เจสซี่ ลินการ์ด, อังเดร เอร์เรร่า, เนมานย่า มาติช, ปอล ป็อกบา, มาคัส แรชฟอร์ด, โรเมลู ลูกากู

กุนซือ : เดวิด มอยส์

ฤดูกาล : 2013-14
อันดับในลีก : 7
เอฟเอ คัพ : รอบสาม
ลีก คัพ : รอบรองชนะเลิศ
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : รอบก่อนรองชนะเลิศ

นักเตะที่คว้ามาร่วมทีม
มารูยาน เฟลไลนี่ (เอฟเวอร์ตัน) – 27.5 ล้านปอนด์
ฆวน มาต้า (เชลซี) – 37.1 ล้านปอนด์

ฤดูกาลแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด หลังจาก เซอร์ เอล็กซ์ เฟอร์กูสัน ประกาศวางมือก่อนสโมสรจะแต่งตั้ง เดวิด มอยส์ เข้ามาสานงานต่อ

       ปีแรกของ มอยส์ นั้นเขาล้มเหลวในการคว้าตัวกองกลางชั้นนำทั้ง เชส ฟาเบรกาส, โทนี่ โครส และ ดานิเอเล่ เด รอสซี่ ที่ปฏิเสธย้ายมาเล่นด้วยทั้งหมด รวมถึง แกเร็ธ เบล ที่มีข่าวพัวพันมาโดยตลอด ซึ่งสุดท้ายแล้วพวกเขาได้เพียง มารูยาน เฟลไลนี่ ซึ่งเป็นลูกทีมเก่า มอยส์ สมัยอยู่กับ เอฟเวอร์ตัน เพียงคนเดียวเท่านั้นในช่วงซัมเมอร์ ส่วน ฆวน มาต้า ย้ายจาก เชลซี มาร่วมทีมในเดือนมกราคม

       นอกจากเกมลีกจะมีผลงานที่ไม่สู้ดีแล้วผลงานรายการอื่นๆก็ย่ำแย่ไม่แพ้กันทั้งการพาทีมกระเด็นตกรอบเอฟเอ คัพ รอบ สาม จากน้ำมือของ สวอนซี แม้ทีมจะทะลุเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศในถ้วยบิ๊กเอียร์ แต่ก็ต้องมาร่วงตกรอบจากการแพ้ บาเยิร์น มิวนิค

       ชะตากรรมของ มอยส์ ขาดลงหลังจบเกมที่ “ปีศาจแดง” แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-2 ก่อนที่ ไรอัน กิ๊กส์ ที่เป็นผู้ช่วยจะขึ้นมาคุมทีมแทนชั่วงคราว

ไลน์ อัพ ตัวจริง : ดาบิด เดเคอา, ราฟาเอล, ฟิล โจนส์, เนมานย่า วิดิช, ปาทริช เอฟร่า, อันโตนิโอ วาเลนเซีย, ไมเคิ่ล คาร์ริค, มารูยาน เฟลไลนี่, ฆวน มาต้า, เวย์น รูนีย์, โรบิน ฟาน เพอร์ซี่

กุนซือ : เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

ฤดูกาลที่แย่ที่สุด : 2004-2005
อันดับในลีก : 3
เอฟเอ คัพ : รองแชมป์
ลีก คัพ : รอบรองชนะเลิศ
ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก : รอบ 16 ทีม

นักเตะที่คว้ามาร่วมทีม
เวย์น รูนีย์ (เอฟเวอร์ตัน) – 30 ล้านปอนด์
กาเบีรยล ไฮน์เซ่ (เปแอสเช) – 7 ล้านปอนด์
อลัน สมิธ (ลีดส์) – 7 ล้านปอนด์
เคราร์ด ปีเก้ (บาร์เซโลน่า) – 4.7 ล้านปอนด์
เลียม มิลเนอร์ (เซลติก) – ฟรี

       ฤดูกาล 2004/05 ถือเป็นหนึ่งในฤดูกาลของ แมนฯ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ย่ำแย่ที่สุดอีกหนึ่งปี หลังจบอันดับ 3 ในพรีเมียร์ลีกพร้อมมีคะแนนตามหลังแชมป์อย่าง เชลซี ของกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่ ถึง 18 แต้ม

       เวย์น รูนีย์ เป็นผู้ทำประตูสูงสุดในลีกของทีมจากผลงาน 11 ประตูในฤดูกาลแรกของเขาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังจากที่ย้ายมาจาก เอฟเดวอร์ตัน ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในนักเตะไม่กี่คนในปีนี้ที่โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจ

       นอกจากผลงานในลีกจะทำได้ต่ำกว่ามาตรฐานแล้ว ในฟุตบอลถ้วยรายการอื่นๆก็ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือแม้แต่รายการเดียว เริ่มจากในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก พวกเขาถูก เอซี มิลาน เขี่ยร่วงในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ส่วนในลีก คัพ ก็แพ้ เชลซี ในรอบรองชนะเลิศ ขณะที่ในเอฟเอ คัพ แพ้จุดโทษ อาร์เซน่อล ในนัดชิงฯ

ไลน์ อัพ ตัวจริง : รอย แคร์โรล, แกรี่ เนวิลล์, ริโอ เฟอร์ดินานด์, เวสต์ บราวน์, กาเบรียล ไฮน์เซ่, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, รอย คีน, พอล สโคลส์, ไรอัน กิ๊กส์, เวย์น รูนีย์, รุด ฟาน นิสเตลรอย

ความผิดพลาดเต็มๆในฤดูกาลนี้ของ โซลชา

       ตอนนี้เราจะเห็นปัญหาว่าแมนฯยูขาดแคลนกองหน้าอย่างมาก ปัจจัยหลักก็คือในตลาดช่วงซัมเมอร์ของปีนี้นั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ปล่อยทั้ง โรเมลู ลูกากู และ อเล็กซิส ซานเชซ 2 กองหน้าของทีมไปให้ อินเตอร์ มิลาน แบบถาวรกับยืมตัว ตามลำดับ แต่เขากลับไม่ดึงหัวหอกคนไหนมาร่วมทีมเลย จนทำให้นักเตะประเภทศูนย์หน้าตามธรรมชาติเหลือเพียง มาร์คัส แรชฟอร์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และ เมสัน กรีนวู้ด เท่านั้น

       หลายคนมองว่าเรื่องดังกล่าวมีส่วนทำให้เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มีความสร้างสรรค์ และไม่มีประสิทธิภาพในการทำประตูมากพอในช่วงต้นฤดูกาลนี้ จนมีส่วนทำให้ผลงานของทีมย่ำแย่ตามไปด้วย

ระบบการเล่นและการแก้เกมของโซลชา

       โซลชา ยึดระบบการเล่น 4-2-3-1 เป็นหลัก ซึ่งมุมหนึ่งมันก็ดีที่มีสูตรการเล่นอย่างถาวรและตายตัว ไม่ใช่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนหาความลงตัวไม่ได้ ระบบนี้มีผู้เล่นในตำแหน่ง “หน้าต่ำ” เป็นตัวสร้างสรรค์เกมรุก ซึ่งพวกเขามีเวลามากมายในการตามล่าหาผู้เล่นที่เหมาะสมกับตำแหน่งมากกว่าที่ตัวเองมีอยู่ สุดท้ายปล่อยให้ตลาดลูกหนังปิดตัวลงโดยไม่ยอมซื้อใหม่ซะอย่างนั้น

       ผลปรากฏว่าไอ้ที่มีอยู่ไม่มีใครเล่นได้สักคน ไม่ว่าจะเป็นอันเดรียส เปเรยร่า, เจสซี่ ลินการ์ด หรือ ฆวน มาต้า ที่ชอบม้วนไปม้วนมาแล้วก็ส่งลูกคืนหลัง โดยไม่มีใครที่สามารถพลิกบอลหนีคู่แข่งไปข้างหน้าพลางเปิดป้อน หรือแทงทะลุช่องสวยๆ หรือแหวกเข้าไปกะซวกตาข่ายด้วยตัวเอง

       ปอล ป็อกบา อาจสวมบทเป็น “ผู้เล่นหมายเลข 10” ได้ แต่คงเสียประโยชน์ในการคุมจังหวะเกมตรงกลางและวางบอลยาวไปซะเปล่าๆ หากต้องขยับขึ้นไปเล่นในตำแหน่งนี้

       สรุปคือไม่มีใครเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าต่ำ ซึ่งผ่านไป 3-4 นัดก็น่าจะมองเห็นแล้ว และในเมื่อไม่มีใครเหมาะ ผู้เป็นกุนซือก็สามารถปรับระบบจาก 4-2-3-1 มาเป็น 4-3-3 อาศัยการทำงานร่วมกันในแดนกลางได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็ยังดันทุรังใช้รูปแบบการเล่นเดิมๆ แบบตะบี้ตะบันอยู่อย่างนั้น ทั้งที่เห็นอยู่ทนโท่ว่ามันไม่เวิร์ค

       นอกจากนี้เล่ห์เหลี่ยมและกลยุทธ์ลูกหนังก็ธรรมดามากๆ ประสิทธิ์ภาพในเกมรุกจึงแย่เอามากๆ กว่าจะได้สักประตูต้องรอจังหวะที่มันโป๊ะเช๊ะจริงๆ หรือรอจุดโทษจากผู้ตัดสิน

ผลงานที่ย่ำแย่จนบ่อนหั่นราคา แมนฯยู จะเด้ง โซลชา ก่อนคริสต์มาส

       แล็ดโบร๊กส์ บริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายของประเทศอังกฤษ หั่นอัตราต่อรองที่ แมนฯยูไนเต็ด จะปลด โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม ก่อนวันที่ 25 ธันวาคมนี้ ลงมาเหลือแค่ 7/2 (แทง 2 จ่าย 7 ไม่รวมทุน) แล้ว

       หลังจาก โซลชา พาทีมชนะ เชลซี 4-0 ในนัดเปิดสนาม พรีเมียร์ลีก ฟอร์มการเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ย่ำแย่ลง โดยเก็บชัยชนะในลีกเพิ่มได้อีกเพียงนัดเดียว และเสมอกับแพ้อีกอย่างละ 2 นัด ทำให้ตอนนี้มีเพียง 8 แต้ม และอยู่อันดับ 8 ของตารางคะแนน

       นอกจากนั้น ในเกมล่าสุด “ปีศาจแดง” ต้องออกแรงเหนื่อยกว่าที่จะเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เอาชนะดวลจุดโทษ รอชเดล ทีมจาก ลีก วัน ในศึก คาราบาว คัพ รอบสาม เมื่อวันพุธที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา หลังเสมอ 1-1 ในเวลา 90 นาที

       ตอนเริ่มต้นฤดูกาล ราคาที่ โซลชา จะโดนเด้งก่อนคริสต์มาสอยู่ที่ 20/1 (แทง 1 จ่าย 20 ไม่รวมทุน) แต่ด้วยผลงานที่ย่ำแย่ทำให้ร้านพูลเมืองผู้ดีต้องหั่นราคาลงมาอย่างฮวบฮาบ ส่วนราคาโดนไล่ออกก่อนจบฤดูกาลอยู่ที่ 2/1 (แทง 1 จ่าย 2 ไม่รวมทุน)

       ขณะเดียวกัน แล็ดโบร๊กส์ ยกให้ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ผู้จัดการทีม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นเต็ง 1 ที่จะได้เป็นกุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คนใหม่ หาก โซลชา ต้องกระเด็นออกจากถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

อัตราต่อรองผู้จัดการทีมคนใหม่ แมนฯ ยูไนเต็ด ของ แล็ดโบร๊กส์
1. เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ 5/2 (แทง 2 จ่าย 5 ไม่รวมทุน)
2. มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี 5/1
3. เอริก เทน ฮาก 7/1
4. ไมเคิ่ล คาร์ริก 10/1
5. โลร็องต์ บล็องก์ 12/1
6. ราฟาเอล เบนิเตซ 16/1
7. อาร์แซน เวนเกอร์ 20/1
7. แกเร็ธ เซาธ์เกต 20/1
7. เบรนแดน ร็อดเจอร์ส 20/1

       สังเกตได้ว่า ยิ่งคุมทีม โซลชา ก็ยิ่งหมดมุก และมันฟ้องให้เห็นว่าเขาไม่ใช่คนที่จะกอบกู้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เลย ก็ขนาดกุนซือระดับอ๋องทั้ง หลุยส์ ฟาน กัล และ โชเซ่ มูรินโญ่ ยังพาทีมกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ไม่ได้ แล้วดีกรีอย่าง โซลชา จะทำได้สำเร็จล่ะหรือ?

       ว่ากันตามจริง ขุนพล ผีแดง ชุดปัจจุบันนี้มีฝีเท้าที่ด้อยคุณภาพอย่างแรง ไม่ผ่านมาตรฐาน ฉะนั้นแล้ว จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าเหลือหลายที่สโมสรใช้เงินในจุดนี้ได้อย่างไม่คุ้มค่า เพราะไม่ว่าจะดึงใครเข้ามาเสริมทัพก็ล้วนเอาดีไม่ได้ซะเป็นส่วนใหญ่

       นอกจากนักเตะในทีมจะไม่เอาไหนแล้ว กุนซือระดับอย่าง โซลชา ก็พิสูจน์ตัวเองมาไม่มากพอ มันจึงเป็นสองแรงบวกทำให้ ผีแดง ตกต่ำดำดิ่งไม่เลิก รวมแล้วนับตั้งแต่ได้กุมบังเหียน แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการ โซลชา ถูกแฉสถิติออกมาว่าเขาทำได้แค่พาทีมรั้งอันดับที่ 13 ของตารางพรีเมียร์ลีกเท่านั้น

       แมนฯ ยูไนเต็ด มีพร้อมทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกำลังเงินที่ไม่เป็นรองใครทั้งนั้น หากแต่สิ่งที่พวกเขาเป็นรองหลายๆทีมก็คือบุคคลากรนั่นเอง หากเปรียบเป็นกองทัพ นาทีนี้แม่ทัพอย่าง โซลชา ก็ไม่ได้กล้าแกร่งมากพอที่จะบัญชาการรบได้เลย เรียกว่าต่อให้รบกี่รอบก็เตรียมตัวแพ้ได้เลย และมันแน่ยิ่งกว่าแช่แป้งอยู่แล้วว่า โซลชา จะต้องกระเด็นออกจากโรงละคร ไม่ช้าก็เร็ว

       ถึงตอนนี้ บอร์ด ผีแดง ได้แต่ซื้อเวลาเท่านั้นเพราะอันที่จริงพวกเขาเพิ่งมอบสัญญาสามปีให้กับ โซลชา เมื่อหกเดือนก่อนนี่เอง หากจะปลดแล้วเปลี่ยนผู้จัดการทีมกันใหม่ตั้งแต่วันนี้พรุ่งนี้ มันก็จะเหมือนเด็กเล่นขายของมากเกินไป น่าเสียดายที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เมิน อันโตนิโอ คอนเต้ อดีตกุนซือ เชลซี ซึ่งมีดีกรีเหนือกว่า โซลชา หลายขีดขั้น

       เพราะหลังจากเอือมระอากับแผนการเล่นที่น่าง่วงประดุจยานอนหลับชั้นดีของ ฟาน กัล ซึ่งเน้นครองบอลท่าเดียว เรื่อยมาจนถึงตำราพิชัยสงครามฉบับ “รถบัส” ของ มูรินโญ่ แฟนผีจึงเรียกร้องอยากได้คนในหวนกลับมาคุมทัพ แล้วในที่สุด พวกเขาก็สมดังหวังเนื่องจาก โซลชา ก็ถือเป็นอีกหนึ่งศิษย์รักของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หากแต่ยามนี้ ช่วงเวลาของการ ฮันนีมูน ผ่านไปแล้ว โซลชา จึงเริ่มได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกรุมขับไล่จากสาวกปีศาจ

       20 ต.ค.มันน่าจะเป็นเกมที่สำคัญที่สุดในซีซั่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งก็คือการเปิดบ้านต้อนรับ ลิเวอร์พูล อริตลอดกาลในเกมแดงเดือด

       จากฟอร์มการเล่นเท่าที่เห็น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแฟนผีมักน้อยแน่ และหวังแค่ว่าทีมรักแชร์แต้มกับ ลิเวอร์พูล ในรังได้ก็เป็นสุขใจแล้วเพราะอย่างน้อยมันก็เป็นการปัดแข้งปัดขา หงส์แดง ได้เล็กๆ ว่าแต่ว่า โซลชา จะอยู่คุมทีมได้จนถึงวันนั้นหรือเปล่า

ตุลาคม 2nd, 2019

Posted In: ข่าวบอล

Leave a Comment

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับเป้าหมายเป็นทีมแรกของอังกฤษที่คว้าครบทั้ง 4 แชมป์ภายในฤดูการเดียวกัน 

สามารถป้องกันแชมป์ คาราบาวคัพ หรือ อีเอฟแอลคัพ ซึ่งเป็นแชมป์แรกในฤดูกาลของแมนฯซิตี้

แมนฯซิตี้ สามารถคว้าแชมป์แรกของฤดูกาลในถ้วยคาราวบาวคัพ (ชื่อตามสปอนเซอร์ ผลิตภัณฑ์ของคนไทย) ชื่ออย่างเป็นทางการก็คือ อีเอฟแอลคัพ โดยในช่วง 120 นาที ไม่มีใครสามารถเจาะประตูได้ ต้องตัดสินกันที่การดวลจุดโทษ ซึ่งเป็น แมนฯซิตี้ แม่นโทษกว่าเอาชนะไป 4-3  คนที่พลาด คนเดียวคือ เลรอย ซาเน่  ส่วนเชลซี จอร์จินโญ่ กับ ลุยซ์ พลาด ทำให้ เรือใบ ป้องกันแชมป์สำเร็จ และสามารถคว้าแชมป์ได้ 3 ครั้งในรอบ 4 ปีด้วย แถมสถิติ 10 ปีหลังพวกเขาก็เป็นทีมที่คว้าแชมป์มากที่สุดไว้ที่ 5 ครั้ง ส่วนสถิติรวมของสโมสรอยู่ที่ 6 ครั้ง

เป้าหมายกับ 3 ถ้วยที่เหลือให้ชิงชัย

เป้าหมายของพวกเขาไม่ได้หยุดตรงแค่ตำแหน่งแชมป์ อีเอฟแอลคัพ เพียงอย่างเดียวแน่ แต่เป้าหมายรวมทั้งหมดคือการกวาดทุกแชมป์ที่พวกเค้าลงชิงชัย ซึ่งก็คือ 4 ถ้วย เราจะเห็นได้จากการที่พวกเขาเล่นกันอย่างเอาจริงเอาจังในทุกแมตซ์การแข่งขัน ตอนนี้ยังเหลืออีก 3 ถ้วยที่ลงชิงชัย โดยพวกเขาก็ยังอยู่ในเส้นทางทั้งหมดและมีแนวโน้มที่ดีต่อการเข้ารอบหรือลุ้นแชมป์ทั้งหมดอีกด้วย

ย้อนประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษทีมที่สามารถสร้างปรากฏการณ์คว้าแชมป์ในปีเดียวกันมากที่สุดก็คือ แมนฯยูไนเต็ต สโมสรร่วมเมืองกับพวกเขา โดยในปี 1998-1999 สมัยการคุมทีมของ ท่านเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และเป็นสมัยที่ เดวิด แบ็คแฮม และ โอเล่ กุนนาร์โซลซา ยังค้าแข้งอยู่ ด้วยการเป็นทีมแรกของอังกฤษที่คว้า ทริปเปิลแชมป์ สำเร็จซึ่งประกอบด้วย พรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ และ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้ในฤดูกาลเดียวกันอย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอล ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ครบ 90 นาทีทีมยังตามหลัง บาเยิร์น มิวนิค คู่ชิงอยู่ 1-0 แต่แล้วในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 3 นาทีนั้น แมนฯยูสามารถทำได้ถึงสองประตูพลิกกลับมาชนะด้วยสกอร์ 2-1 ได้อย่างเหลือเชื่อจากประตูของ เท็ดดี เชอริงแฮม และ “เพชฌฆาตหน้าทารก” โอเล่ กุนนาร์โซลซา (ผู้ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมในปัจจุบันนั่นเอง) ซึงจากการคว้าสามแชมป์ ทำให้ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้รับการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากสมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบถที่ 2 เป็น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เพื่อตอบแทนผลงานด้วย

โอกาสในการกวาดแชมป์ที่เหลือ

ส่วนแนวโน้มที่ แมนฯซิตี้ จะทำได้เทียบเท่าหรือเหนือกว่า แมนฯยู มีความเป็นไปได้สูงมากเช่นกัน

โดยในพรีเมียร์ลีกตอนนี้ก็อยู่ลำดับที่ 2 ตามหลัง ลิเวอร์พูล ผู้นำอยู่ 1 แต้ม แต่โมเมนตั้มนั้นอยู่ทางฝั่ง แมนฯซิตี้ ชัดเจน เพราะคู่แข่งกำลังประสบปัญหานักเตะกดดันอย่างหนักทำให้โชว์ฟอร์มได้ไม่ดีเท่า

ส่วนในถ้วย เอฟเอคัพ ตอนนี้ก็ยังอยู่ในเส้นทาง เมื่อสามารถผ่านเข้ารอบ ควอเตอร์ไฟน่อล เป็นที่เรียบร้อย โดยคู่ต่อสู้ด่านต่อไปก็คือการไปเยือน สวอนซี ทีมจากลีกต่ำกว่า โอกาสแชมป์ในถ้วยนี้เป็นไปได้สูงเพราะคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดที่พอจะสู้พวกเขาได้ก็เหลือแค่ แมนฯยู คู่ปรับร่วมเมืองเท่านั้น และผลงานแต่ละรอบพวกเขาไล่อัดคู่แข่งพังแบบไม่เป็นท่า ชนิดที่ว่ายิงกันเป็นประวัติศาสตร์กันเลยทีเดียว

ส่วนถ้วยใบใหญ่ที่สุดของยุโรป ในรายการ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก พวกเขาคือเต็ง 1 ของรายการ โอกาสผ่านเข้ารอบควอเตอร์ไฟน่อลนั้นเริ่มเห็นชัดเจน เมื่อเลกแรกบุกไปชนะ ชาลเก้ มา 3-2 ทั้งๆที่ตามหลังก่อนและเสียเปรียบตัวผู้เล่นจากใบแดงด้วย แต่ขุมกำลังแค่ 10 คนก็สามารถยิงแซงกลับมาชนะได้อย่างสุดยอด ทำให้โปรแกรมเลก 2 ซึ่งเป็นเกมในบ้านถือว่าไม่ยากเย็นนักเพราะได้เปรียบทั้งสกอร์ที่นำและอเวย์โกลด์อีก หากผ่านเข้ารอบด่านต่อไปไม่ว่าเจอใครตอนนี้พวกเขาไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น

ต่อไปเรามาดูประเด็นที่จะพาพวกเขาไปให้ถึงฝั่งฝันแห่งความสำเร็จกับการสร้างประวัติศาสตร์แห่งโลกลูกหนังในฤดูกาลนี้ ซึ่งจะแยกเป็นหัวข้อหลักได้ 2 ประเด็นดังนี้

1 ขุมกำลังอะไหล่ชั้นยอดที่ดีที่สุดในโลก หากไม่นับแค่ 11 คนแรกเท่านั้น

ว่ากันตามจริงหากจะนับแต่ 11 ตัวจริงแล้ว พวกเขาก็เป็นรองไม่กี่ทีมในโลกใบนี้ อาจจะแค่ บาร์เซโลน่า , เรอัลมาดริด , เปแอสเช เท่านั้นด้วยซ้ำ ส่วนขุมกำลังเสริมไม่ปฏิเสธได้เลยว่า แมนฯซิตี้ มีขุมกำลังอะไหล่ที่ดีที่สุดในโลก

และสำคัญเป็นอย่างมากต่อการคว้าแชมป์ เพราะเนื่องจากโปรแกรมฟุตบอลในแต่ละฤดูกาลมีการแข่งขันในระยะยาว ร่วม 8-9 เดือน องค์ประกอบหลักคืออะไหล่ทดแทน ยามตัวหลักได้รับบาดเจ็บและการรักษาสภาพความสดของนักเตะให้พร้อมที่สุดกว่าจะจบฤดูกาล โดย แมนฯซิตี้ มีการสะสมขุมกำลังโดยการดึงนักเตะชั้นดีเข้าสู่ทีมมากมายและถือว่ามูลค่ารวมอาจะสูงที่สุดในโลก เกรดนักเตะตัวจริงและสำรองไม่ต่างกันมาก ทำให้ผู้จัดการทีมได้เลือกใช้สอยมากมายไม่ว่าจะใช้วิธีการโรเตชั่นผู้เล่นยังไงทีมก็ไม่เสียทรง ซึ่งจุดนีก็ต้องยกเครดิตให้ เป็บ กวาดิโอล่า ด้วยเช่นกันที่สามารถผสมผลานนักเตะได้อย่างลงตัว

2 เป็บ กวาร์ดิโอล่า ผู้เข้ามาเปลี่ยนแปลงทีมได้อย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพในเกมรุกมากที่สุดกว่าที่เคยเป็นมา

ในฤดูกาล 2016–17 แมนฯซิตี้ได้แต่งตั้งให้ เป็บ กวาร์ดิโอลา เป็นผู้จัดการทีมแทนที่ของ เปเยกรีนี โดยมีการเซ็นสัญญาเป็นระยะเวลา 3 ปี

ประวัติในสมัยค้าแข้งของ เป็บ กวาร์ดิโอลา เคยเล่นในตำแหน่ง กองกลางตัวรับ โดยเล่นให้กับ บาร์เซโลน่า และทำให้เขาได้แชมป์มากมายรวมถึงยังเป็นส่วนหนึ่งของทีมยุคของ โยฮัน ครัฟฟ์ ที่นำทีมชนะการแข่งขัน ยูโรเปียนคัพ ครั้งแรกได้อีกด้วย ส่วนในนามทีมชาติก็เคยติดทีมชาติสเปน และสามารถคว้าแชมป์ ชนะเลิศโอลิมปิกได้ 1 สมัยในปี 1992

จุดเริ่มต้นแห่งการเรียนรู้ก็คือสมัยค้าแข้งให้กับ บาร์เซโลน่า ในยุคที่ โยฮัน ครัฟฟ์ คุมทีมด้วยศาสตร์ฟุตบอลที่เน้นเกมรุกด้วยรูปแบบ โททั่ลฟุตบอล อันเลื่องชื่อของ อาแจ็กซ์และฮอลแลนด์ ที่อดีตตำนานผู้นี้นำมาใช้กับสโมสรในสเปนสมัยคุมทีม เป็บ กวาริดิโอล่า เองก็ได้เรียนรู้และศึกษาแนวทางการทำทีมของอดีตนายใหญ่ผู้ล่วงลับในสมัยค้าแข้งเช่นกัน เพราะหากเจาะลึกแนวทางการเล่นของทุกทีมที่เขาคุม ก็ใช้หลักเดียวกันทั้งหมด การเติมเกมหรือทดแทนตำแหน่งในการเข้าทำอันหลากหลายก็มาในแบบที่เขาประยุกต์เอาจากระบบ โททัลฟุตบอล แทบทั้งสิ้น

ประวัติในการคุมทีม เป็บ กวาร์ดิโอลา ได้แชมป์มาอย่างมากมาย เอาเฉพาะถ้วยหลักรวมแล้วก็ 18 ใบ แยกเป็นแชมป์ลีกทั้งหมด 7 ใบ(บาร์เซโลนา 3 บาเยิร์น มิวนิค 3 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1) และแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก 2 สมัย(บาร์เซโลน่า) หากนับเฉพาะแมนฯซิตี้แล้วเขาคุมทีมมา 3 ปี ตอนนี้กวาดแชมป์ไปแล้วรวม 3 ใบ

เป็บ กวาร์ดิโอลา เข้ามาสร้างความแตกต่างและฉุดให้แมนฯซิตี้ กลับมาเหนือกว่าทุกทีมได้อีกครั้ง ย้อนหลังไปในขณะนั้นแมนฯซิตี้ ที่ขุมกำลังไม่ต่างจากชุดนี้เท่าไหร่ ผลงานเริ่มถดถอย ผลพวงอาจจะเพราะนักเตะเริ่มหมดแรงจูงใจกับเป้าหมายแชมป์ อีกทั้งระบบการเล่นที่แสนจะน่าเบื่อและไม่สามารถตอบโจทย์นักเตะมากนัก แต่การมาของ เป็บ กวาร์ดิโอลา ที่นำระบบใหม่มาใช้ทำให้เปลี่ยนทรรศคติของนักเตะไปอย่างสิ้นเชิง เกิดความท้าทายใหม่และอยากที่จะเรียนรู้กับระบบที่ถือว่าดีที่สุดและยากที่สุดในโลก ผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงผ่านมา 2-3 ปี แสดงให้เห็นแล้วว่าประสิทธิภาพเกมรุกเป็นอย่างไรทั้งในเกมยุโรปและเกมลีก เมื่อยิงเหนือคู่แข่งด้วยจำนวนประตูที่ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเหนือกว่าทุกๆทีม ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่าตอนนี้ แมนฯซิตี้ คือเต็ง 1 ในทุกรายการที่ลงชิงชัย

ตอนนี้โปรแกรมการแข่งขันเหลืออีกไม่นานเกิน 3 เดือน หาก แมนฯซิตี้ ยังรักษาระดับและมาตรฐานการเล่นในแบบที่เป็นอยู่ในขณะนี้เอาไว้ได้ เชื่อว่าเป้าหมายทั้งหมดไม่เกินฝันแน่นอน อาจจะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการลูกหนังของโลก ในฐานะสโมสรและตัวผู้จัดการทีมก็เป็นได้

– บูมเมอแรง –

กุมภาพันธ์ 26th, 2019

Posted In: ข่าวบอล

Leave a Comment

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แข้งคนดังของ เรอัล มาดริด กอดปลอบใจ จานลุยจิ บุฟฟ่อน มือกาว ยูเวนตุส หลังจบเกมที่ “ราชันชุดขาว” ผ่านเข้ารอบตัดเชือกของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ โดยทั้งสองคนพูดกันแบบเป็นมิตรด้วย
ตอนแรกเกมนี้ทำท่าว่าจะต้องไปวัดกันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษแล้ว หลังจากที่ในนัดสอง ยูเวนตุส นำไปก่อน 3-0 จนทำให้สกอร์รวม 2 นัดเสมอกัน 3-3 แต่ในช่วงท้ายเกม เรอัล มาได้ลูกจุดโทษจากจังหวะที่ ลูกัส บาซเกซ ดาวเตะของเจ้าถิ่นโดน เมห์ดี้ เบนาเตีย ผลักจนล้มลงในกรอบเขตโทษ

ทั้งนี้ บรรดาแข้ง ยูเวนตุส ไม่พอใจกับคำตัดสินนี้มากๆ จนเข้าไปรุมประท้วงกรรมการ ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ อย่างหนัก ซึ่งสุดท้าย บุฟฟ่อน ก็ถึงขั้นโดนใบแดงไล่ออกจากสนามเพราะประท้วงรุนแรงเกินไป และ โรนัลโด้ ก็สังหารลูกจุดโทษดังกล่าวเข้าไปอย่างเฉียบขาด จนทำให้ เรอัล ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศจากการชนะด้วยสกอร์รวม 2 นัด 4-3

หลังจบเกมแล้วนั้น บุฟฟ่อน ก็ถูกสื่อรุมสัมภาษณ์ทันที เพราะหลายฝ่ายเชื่อว่ามันมีความเป็นไปได้ที่เขาจะเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพหลังจบฤดูกาลนี้ และในตอนที่เขากำลังให้สัมภาษณ์อยู่นั้น โรนัลโด้ ก็เดินผ่านมาพอดี ดาวเตะชาวโปรตุกีสเลยตัดสินใจสวมกอดอีกฝ่ายเพื่อเป็นการปลอบเขา โดยทั้งสองคนพูดอะไรกันนิดหน่อยด้วย ก่อนที่อดีตแข้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเดินจากไป ซึ่งนี่นับเป็นการบอกได้เป็นอย่างดีว่าทั้งคู่ไม่มีความบาดหมางต่อกันแต่อย่างใด


ที่มา : siamsport

เมษายน 12th, 2018

Posted In: ข่าวบอล, ข่าวฟุตบอล

Leave a Comment

จานลุยจิ บุฟฟ่อน โกลจอมเก๋า ยูเวนตุส ออกโรงฉะแหลกเชิ้ตดำ ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ หลังให้จุดโทษดราม่ากับ เรอัล มาดริด ส่ง “เจ้าม้าลาย” ตกรอบศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อวันพุธ จวกเปาอังกฤษเหมือนสัตว์ พร้อมชี้ต้นสังกัดไม่ควรมาเจออะไรแบบนี้


จานลุยจิ บุฟฟ่อน นายทวารตัวเก๋า “เจ้าม้าลาย” ยูเวนตุส สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกกัลโช่ เซเรีย อา ออกมากล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน ที่ผ่านมา ว่า เขาคิดว่าผู้ตัดสิน ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ เหมือนกับสัตว์มากกว่าคน หลังจากเป่าจุดโทษให้ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ยอดทีมสเปน ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 ที่ต้นสังกัดบุกไปเอาชนะ 3-1 ถึงซานติอาโก เบร์นาเบว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

เกมนี้ ยูเว่ มีลุ้นที่จะยื้อออกไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ เมื่อพวกเขาขึ้นนำ เรอัล มาดริด ถึง 3-0 ทำให้รวมผล 2 นัดเสมอกัน 3-3 แต่เมื่อถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เชิ้ตดำจากอังกฤษก็มาเป่าให้จุดโทษกับเจ้าถิ่น ซึ่งทำให้ บุฟฟ่อน ฉุนขาดกับคำตัดสินนี้และต่อว่า โอลิเวอร์ อย่างหนักจนทำให้เขาถูกใบแดงไล่ออก ก่อนที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หัวหอก “ราชันชุดขาว” จะสังหารเข้าไปทำให้จบเกมยอดทีมแห่งสเปนชนะด้วยสกอร์รวม 4-3 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

“จิตใจของผู้ตัดสินเหมือนกับถังขยะ ถ้าคุณเลวถึงขนาดให้จุดโทษแบบนั้นได้ คุณก็ไม่ใช่คนแล้ว คุณเป็นสัตว์ชัดๆ เราทำสิ่งที่มันดูเหมือนว่าเป็นไปไม่ได้ น่าเศร้าที่มันจบลงแบบนี้ มันมีความน่าจะเป็นจุดโทษแค่ 1 ใน 10 เท่านั้น” โกลวัย 40 ปี ที่อาจลงเล่นในเกมยุโรปเป็นนัดสุดท้ายแล้ว กล่าว


ที่มา : siamsport

เมษายน 12th, 2018

Posted In: ข่าวบอล, ข่าวฟุตบอล

Leave a Comment

มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี กุนซือ ยูเวนตุส โอดครวญ “ม้าลาย” น่าได้ต่อเวลาพิเศษเป็นอย่างน้อยในเกมดวลกับ เรอัล มาดริด เมื่อคืนวันพุธ รับรู้สึกเสียใจแทนลูกทีมแบบสุดๆ ที่ต้องตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย แชมเปี้ยนส์ ลีก แบบนี้


มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี เฮดโค้ชชาวอิตาเลียนของ ยูเวนตุส เชื่อว่า ทีมของเขาสมควรที่จะได้ไปลุ้นต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ สำหรับเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ เลกสอง ที่ “ม้าลาย” บุกไปเอาชนะ เรอัล มาดริด 3-1 เมื่อวันพุธที่ 11 เมษายน ที่ผ่านมา แต่ต้องเป็นฝ่ายตกรอบด้วยสกอร์รวมสองนัด 3-4

ยูเว่ ที่เกมแรกแพ้คาบ้าน 0-3 สามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้ ด้วยการบุกมาขึ้นนำ เรอัล มาดริด 3-0 จากผลงานของ มาริโอ มานด์ซูคิช ที่เหมาสองตุงในนาทีที่ 2 กับ 37 และ แบลส มาตุยดี้ อีกลูกในนาทีที่ 61 ซึ่งเกมทำท่าว่าจะต้องยืดเยื้อและไปลุ้นกันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษอยู่แล้ว แต่กลายเป็น “ราชันชุดขาว” ที่มาได้ลูกจุดโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จากจังหวะที่ ลูกัส บาซเกซ ถูก เมห์ดี้ เบเนาเตีย เข้ากระแทกจากข้างหลัง และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซัดลูกโทษเข้าไป ช่วยให้แชมป์เก่าทะลุเข้าสู่รอบรองชนะเลิศแบบสุดระทึก ขณะที่ อัลเลกรี รู้สึกเสียดายที่ ยูเว่ ต้องมาตกรอบแบบนี้

อัลเลกรีโอดยูเวนตุสน่าได้ต่อเวลาพิเศษ

“ผมไม่อยากไปตัดสินการทำหน้าที่ของกรรมการ ผมรู้สึกแย่แทนลูกทีม เพราะพวกเขาทำได้ดีร่วมๆ 60 นาทีในเกมที่ ตูริน แค่วันนั้นทำประตูไม่ได้เหมือนกับวันนี้ จุดโทษที่เกิดขึ้นเหมือนเป็นการย้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ฮวน กวาดราโด้ ในเกมเลกแรกเลย ซึ่งผมก็พูดตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า จังหวะนี้มันอาจจะมีส่วนในการตัดสินทีมเข้ารอบได้เลย”

“สำหรับวันนี้อย่างน้อยๆ เราก็สมควรได้ไปลุ้นกันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ เพราะเรายังเหลือโควตาเปลี่ยนตัวอีกตั้งสองคน ซึ่งมันอาจจะเป็นส่วนสำคัญในช่วงต่อเวลาพิเศษได้เลย” นายใหญ่ ยูเวนตุส วัย 50 ปี กล่าว


ที่มา : siamsport

เมษายน 12th, 2018

Posted In: ข่าวบอล, ข่าวฟุตบอล

Leave a Comment

หลังจากพรีเมียร์ลีกยกเครดิตให้ แฮร์รี่ เคน เป็นคนทำประตูที่สองในเกมชนะ สโต๊ค ซิตี้ ไม่กี่นาทีต่อมา โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวเตะตัวเก่ง ลิเวอร์พูล ได้โพสต์ทวิตเตอร์เชิงประหลาดใจ ซึ่งแฟนๆได้มาแสดงความเห็นว่าอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องของกองหน้าทีมชาติอังกฤษ


ชิงดาวซัลโวเดือด! หลังพรีเมียร์ยกประตูให้เคน ซาลาห์เลยทวิตสุดจี๊ด
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกจอมถล่มประตูของ ลิเวอร์พูล ขยับตัวทันทีหลังทราบข่าวที่ แฮร์รี่ เคน กองหน้าท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ได้รับเครดิตเป็นคนทำประตูในแมตช์ชนะ สโต๊ค ซิตี้ 2-1 เกมลีกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ประเด็นปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากจังหวะที่ คริสเตียน อีริคเซ่นเปิดลูกฟรีคิกจากฝั่งซ้ายเข้ามาในกรอบเขตโทษ โดยที่ เคน พยายามขึ้นโขกก่อนที่บอลจะเข้าประตูไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการแข่งขันยกให้ประตูดังกล่าวเป็นของ มิดฟิลด์ชาวเดนมาร์ก

ต่อมา หัวหอกไก่เดือยทอง ยืนยันว่าเขาเป็นคนสุดท้ายที่สัมผัสบอล ขณะที่ต้นสังกัดได้ยื่นเรื่องอุทธรณ์เพื่อให้มีการเปลี่ยนชื่อ เคน ได้เครดิตเป็นคนทำประตู

ล่าสุด พรีเมียร์ลีก ได้ยืนยันคำตัดสินแล้วว่า เคน เป็นคนสุดท้ายที่สัมผัสบอล และนั่นทำให้เขาได้รับเครดิตเป็นผู้ทำประตู ซึ่งส่งผลให้ ดาวยิง “ไก่เดือยทอง” มีสถิติยิงประตูเพิ่มเป็น 25 ลูกตามหลัง ซาลาห์ ที่กำลังนำเป็นดาวซัลโวลีกเมืองผู้ดี แค่เพียง 4 ประตูเท่านั้น

ทั้งนี้ ทันทีที่พรีเมียร์ลีกประกาศคำตัดสินดังกล่าว อีกเพียงไม่กี่นาทีต่อมา ซาลาห์ ก็แสดงความเห็นใน ทวิตเตอร์ ด้วยข้อความสั้นๆว่า “วู้ววว จริงเหรอ!?!”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าข้อความดังกล่าวของซาลาห์ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด แต่แฟนบอลต่างเชื่อว่าต้องเกี่ยวข้องกับเคสของเคน อย่างแน่นอน


ที่มา : siamsport

เมษายน 12th, 2018

Posted In: ข่าวบอล, ข่าวฟุตบอล

Leave a Comment

ชนาธิป สรงกระสินธ์ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติไทยลงตัวจริง 7 เกมติดในศึกเจลีก 2018 ประสานงานร่วมกับ เคน โตคุระ และ โคจิ มิโยชิ  ในเกม คอนซาโดเล่ ซัปโปโร เปิด ซัปโปโร โดม ต้อนรับการมาเยือนของ โชนัน เบลล์มาเร่


เปิดฉากมา เจ้าถิ่นลุยแหลก และเกือบขึ้นนำในน.12 เมื่อ ไดกิ ซูงะ หลุดขึ้นไปทางซ้ายสุดเส้นก่อนเปิดให้ โคจิ มิโยชิ แปเข้าประตู แต่ผู้ตัดสินยกธงเป็นลูกล้ำหน้าไปเสียก่อน

 

ผ่านมาถึง น.15 โชนัน ทีมเยือนได้ลุ้นบ้างจากจังหวะซัดในกรอบของ ซึกาสะ อูเมซากิ แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับ กู ซัง ยุน เซฟไว้ได้

คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ลุยแหลก น. 18 โคจิ มิโยชิ หลุดไปซัดเน้นๆ แต่ โยตะ อากิโมโตะ ผู้รักษาประตู โชนัน เซฟได้อย่างหวุดหวิด

นาทีถัดมา ชนาธิป เกือบสร้างชื่ออีก จากจังหวะที่ เคน โทคุระ โหม่งชงให้ เจ สอดขึ้นมาอัดเน้นๆ ด้วยขวาในระยะเผาขน แต่กองหลังทีมเยือน พุ่งขวางไว้ได้ทัน

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม 

คอนซาโดเล่ ซัปโปโร: กู ซัง ยุน, เรียวสุเกะ ชินโดะ, คิม มิน แต, อากิโตะ ฟุกุโมริ, โยชิอากิ โคมาอิ, ฮิโรกิ มิยาซาว่า, ทาคูมะ อาราโนะ, ไดกิ สุงะ, โคจิ มิโยชิ, ชนาธิป สรงกระสินธ์, เคน โทคุระ

สำรอง: ทากาโนริ ซูเกโนะ, นาโอกิ อิชิคาว่า, เรียวตะ ฮายาซากะ, ชินโกะ เฮียวโดะ, จูลินโญ่, โจนาธาน เฮส, ทาคุมิ มิยาโยชิ

 โชนัน เบลล์มาเร่: โยตะ อากิโมโตะ, มิกิ ยามาเนะ, อังเดร บาเอีย, คาซูนาริ โอโนะ, ทาคูยะ โอกาโมโตะ, โทชิกิ อิชิคาวะ, ไดกิ ซูกิโอกะ, เรียว ทาคาฮาชิ, ซึกาสะ อูเมซากิ, ลี จอง เฮียบ, จิน ฮานาโตะ

 สำรอง: มาซากิ โกโตะ, ซิโยชิ ชิมามูร่า, เทมมะ มัตสึดะ, มิคิช, เรียวโนสุเกะ โนดะ, อเล็น สเตวาโนวิช, คาโอรุ ทาคายาม่า


ที่มา : Siamsport

เมษายน 11th, 2018

Posted In: ข่าวบอล, ข่าวฟุตบอล

Leave a Comment

ปรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2)

วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561

เรอัล มาดริด (สเปน) – ยูเวนตุส (อิตาลี)
Real Madrid (Spain) – Juventus (Italy)

(นัดแรก เรอัล มาดริด ชนะ 3-0)
ถ่ายทอดสด : beIN SPORTS 1, เวลา : 01.45 น.

 

สนาม : ซานติอาโก้ เบร์นาเบว

”ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด เลกแรกบุกไปเอาชนะ ยูเวนตุส มาก่อนถึง 3-0 โดยได้ฟอร์มอันยอดเยี่ยมของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยิง 2 ประตู ก่อนจะได้ มาร์เซโล่ ทำประตูปิดท้าย โอกาสเข้ารอบสดใสทีเดียว

ผลงานในลา ลีกา ล่าสุด โรนัลโด้ ยิงประตูที่ 40 ของตัวเองในฤดูกาลนี้ให้ทีมออกนำ แอต.มาดริด ก่อนที่จะโดน อองตวน กรีซมันน์ ยิงตีเสมอ 1-1 ในศึก ”เดร์บี้ มาดริเลนโญ่” รั้งเป็นอันดับ 4 ของตาราง

ข่าวร้ายของ ซีเนดีน ซีดาน ก็คือจะหมดสิทธิ์ใช้งาน เซร์คิโอ รามอส ปราการหลังกัปตันทีม ติดโทษแบนหลังสะสมใบเหลืองครบโควตา

นอกจากนี้ นาโช่ เฟร์นานเดซ เซนเตอร์แบ็ก แบ็กอัพเบอร์หนึ่งของทีมมีอาการบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว ทำให้เกมนี้น่าจะได้เห็น เฆซุส บาเยโฆ่ กองหลังดาวรุ่งลงสนามเคียงข้าง ราฟาแอล วาราน

ดาวเตะตัวจริงที่ได้พักในเกมกับตราหมีอยาง กาเซมีโร่, โทนี่ โครส, อีสโก้ และ ลูก้า โมดริช เตรียมคืนสนามทั้งหมด เช่นเดียวกับ คาริม เบนเซม่า ที่จะประสานงานแดนหน้ากับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

ฟาก ”ม้าลาย” ยูเวนตุส เกมที่แล้วแพ้คาบ้าน 0-3 โอกาสเข้ารอบริบหรี่ ขณะที่ผลงานในลีกยังยอดเยี่ยมต่อเนื่อง ล่าสุดบุกถล่มทีมบ๊วยอยาง เบเนเวนโต้ 4-2 จากแฮตทริกของ เปาโล ดีบาล่า และอีกลูกจาก ดั๊กลาส คอสต้า

มัสซิมิเลียโน อัลเลกรี เจอกับข่าวร้ายเมื่อ เปาโล ดีบาล่า กองหน้าตัวเก่งโดนไล่ออกจากสนามในเลกแรก เกมนี้ติดโทษแบน เช่นเดียวกับ โรดรีโก้ เบนตานชูร์ กองกลางที่สะสมใบเหลืองครบโควตา

อย่างไรก็ตาม ยังพอมีข่าวดีที่ได้ตัว มิราเล็ม ปานิช ห้องเครื่องตัวเก่ง และ เมห์ดี้ เบนาเตีย กองหลังพ้นโทษแบนกลับมา

เบนาเตีย จะกลับมาเป็นคู่เซนเตอร์กับ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ทันทีในวันที่ อันเดรีย บาร์ซายี่ มีปัญหาเรื่องสภาพความฟิต

ปานิช จะกลับมาประสานงานแดนกลางกับ ซามี่ เคดิร่า ส่วนพื้นที่แดนหน้าใช้ มาริโอ มานด์ซูคิช ลงแทนที่ของ ดีบาล่า

แกนหลักที่ได้พักในเกมล่าสุดอย่าง จานลุยจิ บุฟฟ่อน, ดั๊กลาส คอสต้า และ กอนซาโล่ อิกวาอิน เตรียมคืนทัพทั้งหมด

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามตัวจริง

เรอัล มาดริด (4-3-1-2) : เกย์ลอร์ นาวาส – ดานี่ การ์บาฆาล, ราฟาแอล วาราน, เฆซุส บาเยโฆ่, มาร์เซโล่ – ลูก้า โมดริช, กาเซมีโร่, โทนี่ โครส – อีสโก้ – คาริม เบนเซม่า, คริสเตียโน่ โรนัลโด้

เทรนเนอร์ : ซีเนดีน ซีดาน

ยูเวนตุส (4-2-3-1) : จานลุยจิ บุฟฟ่อน – มัตเตีย เด ชีโย่, เมห์ดี้ เบนาเตีย, จอร์โจ้ คิเอลลินี่, ควัดโว่ อาซาโมอาห์ – ซามี่ เคดิร่า, มิราเล็ม ปานิช – ดั๊กลาส คอสต้า, มาริโอ มานด์ซูคิช, อเล็กซ์ ซานโดร – กอนซาโล่ อิกวาอิน

เทรนเนอร์ : มัสซิมิเลียโน อัลเลกรี

ผู้ตัดสิน : ไมเคิ่ล โอวิเลอร์ (อังกฤษ)

ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ

– ราชันกำลังจะลุ้นเข้ารอบรองชนะเลิศเป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน โดยนี่จะเป็นหนที่ 21 ที่เจอกันของทั้งสองทีม ซึ่งครั้งที่ 19 นั้นเป็นการเจอกันตอนนัดชิงที่คาร์ดิฟฟ์ เมื่อ 3 มิถุนายน 2017 เรอัล มาดริด อัดยูเว่ 4-1 ได้แชมป์สมัยที่ 12 ทำลายอาถรรพ์เป็นแชมป์เก่าที่ป้องกันแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ และตอนนี้ลุ้นแชมป์สมัยสามติดต่อกัน

– คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยิงสองเม็ดในเกมแรกที่ชนะ 3-0 ถือว่ายุติสถิติ 27 เกม หรือ 5 ปี ที่ยูเว่ไม่แพ้ใครในบ้านเกมยุโรปด้วย

– ยูเวนตุสชนะในหนสุดท้ายที่ต้องเตะแบบสองนัดเมื่อเจอกับมาดริด ในรอบรองปี 2014/15

– 20 หนที่เจอกันก่อนหน้านี้ในยูโรเปี้ยน คัพ ซึ่งตอนนี้ราชันนะไป 10, ยูเว่ ชนะ 8, เสมอ 2, มาดริดยิงได้ 25, ยูเว่ยิงได้ 22

– โรนัลโด้ยิงได้ตลอดทั้ง 6 เกมให้กับเรอัล มาดริด เมื่อเจอกับยูเวนตุส รวมแล้ว 9 เกม ที่สำคัญตอนนี้เขายิงในแชมเปี้ยนส์ ลีก ทำสถิติ 10 นัดติดต่อกัน

– มาดริดชนะ 5 จาก 8 เกมในบ้านเมื่อเจอกับยูเว่ โดยเสมอ 1 และแพ้ 2

– สถิติของมาดริดในยูโรเปี้ยน คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศเล่นรอบนี้ 35 หนแล้ว มากกว่าทีมไหน โดยชนะ 28 แพ้แค่ 6

– มาดริดถูกโฉลกชนะทั้ง 6 เกมเมื่อเจอกับสโมสรจากอิตาลี ทั้งการพบกับยูเว่ รวมถึงนาโปลีด้วย แถมพวกเขาชนะ 34 จาก 40 เกมหลังในแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่บ้านตัวเอง แพ้แค่หนเดียวคือ 3-4 ต่อชาลเก้ ในรอบ 16 ทีมนัดสอง ปี 2014/15 แต่ก็ยังเข้ารอบด้วยสกอร์รวม 5-4

– มาดริดแพ้แค่ครั้งเดียวจาก 32 หนถ้วยยุโรปก่อนหน้านี้ที่พวกเขาชนะในเกมแรกก่อน นั่นคือพ่ายต่อ โอเดนเซ่ ตอนปี 1994/95

– สถิติการยิงจุดโทษในถ้วยยุโรปของราชันอยู่ที่ ชนะ 2, แพ้ 2

– ส่วนยูเวนตุส นี่คือรอบก่อนรองในยูโรเปี้ยน คัพ หนที่ 18 ก่อนหน้านี้ชนะ 12, แพ้ 5

– สถิติเตะแบบสองนัดของยูเว่เมื่อเจอกับทีมจากสเปนคือ ชนะ 9, แพ้ 6 หนล่าสุดก็คือชนะบาร์ซ่ารอบนี้เมื่อซีซั่นก่อนสกอร์รวม 3-0

– สถิติของยูเว่เจอกับทีมจากสเปนในถ้วยยุโรปคือ 57 เกม ชนะ 19, เสมอ 15, แพ้ 23, ยิงได้ 62, เสีย 65 ลูก

– การแพ้นัดแรก 0-3 ถือว่ายับที่สุดของยูเว่ในบ้านเกมยุโรป เท่ากับตอนที่แพ้ 0-3 ต่อผีแดงเมื่อปี 2002/03 และ 1-4 ต่อเสือใต้ ในเกมนัดที่ 6 ของปี 2009/100

– สถิติของยูเว่ในการดวลจุดโทษคือ ชนะ 3, แพ้ 3

– เซร์คิโอ รามอส เกมนี้จะติดแบนหลังจากโดนจดชื่อที่ตูริน ส่วน มาเตโอ โควาซิช ต้องระวังใบเหลืองไม่เช่นนั้นจะติดแบนถ้าเข้ารอบ ส่วนฝั่งยูเว่ไม่มี เปาโล ดีบาล่า ที่ติดแบน เช่นกันกับ โรดริโก เบนตานคูร์ แต่ได้ มิราเล็ม ปานิช กับ เมห์ดี้ เบนาเตีย พ้นโทษ ส่วน จอร์โจ้ คิเอลลินี่ กับ อเล็กซ์ ซานโดร ต้องระวังเหลืองไม่เช่นนั้นจะติดแบนถ้ายูเว่พลิกเข้าตัดเชือกได้

– เรอัล มาดริด ยิงอย่างน้อย 2 เม็ด ใน 18 จาก 22 เกมหลังแชมเปี้ยนส์ ลีก

– เรอัล มาดริด ชนะ 8 จาก 10 เกมหลังแชมเปี้ยนส์ ลีก

– มีสกอร์รวมสูงกว่า 2.5 ลูกใน 6 เกมหลังของมาดริดในแชมเปี้ยนส์ ลีก

– ราชันมีสกอร์รวมสูงกว่า 2.5 ลูกใน 6 จาก 7 เกมหลังที่เจอกับยูเว่นับทุกรายการ

– มีสกอร์รวมสูงกว่า 2.5 ลูกใน 3 เกมหลังสุดที่ยูเว่เตะในแชมเปี้ยนส์ ลีก


ที่มา : Siamsport

เมษายน 11th, 2018

Posted In: ข่าวบอล, ข่าวฟุตบอล

Leave a Comment

ปรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2)

วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561

บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมัน) – เซบีย่า (สเปน)
Bayern Munich (Germany) – Sevilla (Spain)

(นัดแรก บาเยิร์น มิวนิค ชนะ 2-1)
ถ่ายทอดสด : beIN SPORTS 2, เวลา : 01.45 น.

 

สนาม : อัลลิอันซ์ อารีน่า

จุ๊ปป์ ไฮย์เกส เทรนเนอร์บาเยิร์น มิวนิค พาทีมบุกไปเชือดเซบีย่า 2-1 ในนัดแรก ก่อนถล่มเอาก์สบวร์ก 4-1 ในเกมลีกล่าสุด เป็นการคว้าชัย 3 นัดติด พร้อมคว้าแชมป์บุนเดสลีกาซีซั่นนี้เป็นที่เรียบร้อย 6 สมัยติดต่อกัน เหลือแค่รอรับถาดเท่านั้น

สภาพทีมเกมนี้ ไฮย์เกสต้องลุ้นอาการบาดเจ็บของอาร์ตูโร่ วิดัล (เข่า) และ ดาวิด อลาบา (หลัง) แต่ก็โอกาสชวดมีสูง ขณะที่ คิงส์เล่ย์ โกมัน (ข้อเท้า) และ มานูเอล นอยเออร์ (เข่า) ที่เดี้ยงอยู่ก่อนแล้วยังชวดเหมือนเดิม

พวกแกนหลักที่ถูกพักไว้อย่าง มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์, ฆาบี มาร์ติเนซ, ติอาโก้ อัลกานตาร่า, โธมัส มุลเลอร์, ฟร้องค์ ริเบรี่ และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ต่างพร้อมรีเทิร์น

ทว่าทั้งเลวานดอฟสกี้, โจชัว คิมมิช, โกร็องแต็ง โตลิสโซ่, เจอโรม บัวเต็ง และ เซบาสเตียน รูดี้ ที่ติดคาดโทษอยู่ ก็ต้องระวังหากโดนจดชื่อเพิ่ม เพราะถ้าเข้ารอบก็จะอดเล่นรอบตัดเชือก นัดแรกทันทีนั่นเอง

ขณะที่ วินเชนโซ่ มอนเตลล่า เทรนเนอร์เซบีย่า พาทีมแพ้บาเยิร์น มิวนิคไปก่อน 1-2 ในนัดแรก ก่อนแพ้เซลต้า บีโก้เละ 0-4 ในเกมลีกล่าสุด เป็นการแพ้ 2 นัดติด

สภาพทีมเกมนี้ มอนเตลล่าจะได้เอเวร์ บาเนก้า มิดฟิลด์ตัวสำคัญพ้นโทษแบนกลับมา แต่ต้องรอเช็กความฟิตของซิมง เคียร์, กาเบรียล เมร์กาโด้ และ เซบาสเตียง กอร์เชีย

ในรายของเมร์กาโด้, เซร์คิโอ เอสกูเดโร่ และ วิสซาม เบน เยแดร์ ก็ต้องระวังตัว เพราะถ้าโดนจดชื่อเพิ่มก็จะหมดสิทธิ์เล่นรอบตัดเชือก นัดแรกทันที หากพลิกสถานการณ์เข้ารอบได้ฃ

ส่วนแนวรุกคาดว่าจะใช้ ปาโบล ซาราเบีย, ฟรังโก้ วาซเกซ, ฮัวกิน กอร์เรอา และ หลุยส์ มูเรียล เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันหวังพลิกกลับมาคว้าชัยให้ได้

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามตัวจริง
บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : สเวน อูลไรช์ – โจชัว คิมมิช, เจอโรม บัวเต็ง, มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์, ฆวน เบร์นาต – ฆาบี มาร์ติเนซ, ติอาโก้ อัลกานตาร่า – ฮาเมส โรดริเกซ, โธมัส มุลเลอร์, ฟร้องค์ ริเบรี่ – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้
เทรนเนอร์ : จุ๊ปป์ ไฮย์เกส

เซบีย่า (4-2-3-1) : เซร์คิโอ ริโก้ – เฆซุส นาบาส, ซิมง เคียร์, กเลมงต์ ล็องก์เล่ต์, เซร์คิโอ เอสกูเดโร่ – สตีเว่น เอ็นซอนซี่, เอเวร์ บาเนก้า – ปาโบล ซาราเบีย, ฟรังโก้ วาซเกซ, ฮัวกิน กอร์เรอา – หลุยส์ มูเรียล
เทรนเนอร์ : วินเชนโซ่ มอนเตลล่า

ผู้ตัดสิน : วิลลี่ คอลลัม (สกอตแลนด์)

ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ

– นี่เป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน ที่บาเยิร์นมาถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ โดยปีก่อนพ่ายต่อ เรอัล มาดริด รวม 2 นัด 3-6 หยุดที่ตรงนี้ และเป็นครั้งที่ 29 ของสโมสร มีเพียงเรอัล มาดริด ที่มาถึงรอบนี้ได้มากกว่า คือ 35 หน ส่วนเซบีย่ามาถึงรอบก่อนรองฯ เป็นครั้งแรก นับแต่ที่เคยทำได้ครั้งเดียว เมื่อ 60 ปีก่อน
– นี่เป็นครั้งแรกที่บาเยิร์น เจอกับเซบีย่า แม้ว่า 4 ซีซั่นหลังพวกเขาจะตกรอบด้วยน้ำมือสโมสรจากสเปน (เรอัล มาดริด, บาร์ซ่า, แอตเลติโก มาดริด และเรอัล มาดริด ปีก่อน โดยสามหนแรกเป็นรอบรองชนะเลิศ) แต่ทีมจากมิวนิคแข็งแกร่งที่บ้านเมื่อเจอกับทีมลา ลีกา
– สถิติของบาเยิร์นในรอบก่อนรองชนะเลิศรายการนี้คือ ชนะ 18 แพ้ 10
– บาเยิร์นเข้ามาเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก (นับเฉพาะ) ถึง 17 ครั้ง มากกว่าทีมไหน ส่วนบาร์ซ่ากับราชันอยู่ที่ 16 หน
– เสือใต้มีสถิติรวมเจอกับทีมจากลา ลีกา ที่มิวนิค คือ ชนะ 18, เสมอ 5, แพ้ 3
– เสือใต้แพ้แค่ครั้งเดียวจาก 24 เกมยูฟ่า ที่พวกเขาชนะในเกมเยือนก่อน นั่นคือพ่ายต่ออินเตอร์ มิลาน ปี 2010/11
– เสือใต้สถิติเล่น 2 นัดแบบเหย้า-เยือนเจอกับทีมจากสเปนคือชนะ 9, แพ้ 10 โดยหนล่าสุดคือแพ้ต่อเรอัล มาดริด ซีซั่นก่อน ในรัง 1-2 และ 4-2 หลังจากต่อเวลาพิเศษที่สเปน
– เสือใต้ชนะ 16 เกมรวดในบ้านยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ช่วงระหว่างวันที่ 17 กันยายน 2014 ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2017 เป็นสถิติการแข่งขัน แต่ก็มาแพ้ต่อเรอัล มาดริด ในรอบก่อนรองฯ นี่แหละ
– สถิติการยิงจุดโทษของเสือใต้ในถ้วยยุโปรป คือชนะ 5, แพ้ 1
– เซบีย่าครั้งเดียวที่เคยมาถึงรอบก่อนรองก่อนหน้านี้คือปี 1957/58 ตอนนั้นแพ้ต่อ เรอัล มาดริด สกอร์รวม 2-10 (เยือน 0-8, 2-2 เหย้า) ซึ่งสกอร์ 08 ถือว่ายับที่สุดของเซบีย่าในถ้วยยุโรป และเป็นสกอร์ที่ห่างที่สุดในยูโรเปี้ยน คัพ รอบ 8 ทีม
– ครั้งสุดท้ายที่เซบีย่ามาเยือนเยอรมันคือแพ้ต่อ กลัดบัค 2-4 ในแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เดือนพฤศจิกายน 2015
– สถิติเตะน็อกเอาต์แบบสองนัดของเซบีย่าเจอกับทีมจากเยอรมัน คือชนะ 3, แพ้ 2 แต่พวกเขามาเยือนเยอรมัน ชนะ 5 จาก 9 หน โดยเป็นการแพ้ 3 และเสมอ 1
– เซบีย่าแพ้แค่สองเกมจาก 12 เกมเยือนหลังในถ้วยยุโรป (ชนะ 4, เสมอ 6) โดยแพ้ที่สปาร์ตัก และเลสเตอร์
– สถิติการดวลจุดโทษของเซบีย่า ในถ้วยยุโรป คือชนะ 5, แพ้ 1
– จุ๊ปป์ ไฮย์เกส กุนซือเสือใต้เคยทำทีมในสเปนกับบิลเบา, เตเนรีเฟ่ และเรอัล มาดริด สถิติของเขาในการเจอกับเซบีย่า คือ ชนะ 5, เสมอ 3 แพ้ 4
– ฟร้องค์ ริเบรี่, โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้, โยชัว คิมมิช, โกร็องแต็ง โตลิสโซ่, เยโรม บัวเต็ง และ เซบาสเตียน รูดี้ เป็น 6 นักเตะเสือใต้ที่ต้องระวังห้ามโดนเหลือง ไม่เช่นนั้นถ้าเข้ารอบจะติดแบนหนึ่งนัด
– ส่วนเซบีย่าได้ตัว เอแวร์ บาเนก้า พ้นโทษแบนกลับมา แต่ กีโด้ ปิซาร์โร่, เซร์คิโอ เอสกูเดโร่, วิสซาม เบน เยแดร์, โจอากิน กอร์เรอา รวมถึง กาเบรียล แมร์คาโด้ ต้องระวังห้ามโดนเหลือง ไม่เช่นนั้นเข้ารอบก็จะติดแบนหนึ่งเกมเช่นกัน
– มีสกอร์รวมสูงกว่า 2.5 ลูกใน 13 เกมหลังสุดของบาเยิร์น ในแชมเปี้ยนส์ ลีก
– เสือใต้ชนะ 7 เกมหลังสุดในแชมเปี้ยนส์ ลีก
– มีสกอร์รวมสูงกว่า 2.5 ลูกใน 9 จาก 11 เกมหลังสุดของเซบีย่า ในแชมเปี้ยนส์ ลีก
– เสือใต้ยิงอย่างน้อย 2 เม็ด ใน 7 เกมหลังแชมเปี้ยนส์ ลีก


ที่มา : Siamsport

เมษายน 11th, 2018

Posted In: ข่าวบอล, ข่าวฟุตบอล

Leave a Comment

หลังบุกไปเอาชนะแมนฯซิตี้ 2-1 ถึงสนามเอติฮัด ทำให้ลิเวอร์พูลผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ด้วยสกอร์รวมสองนัด 5-1 ซึ่งหลังเกมนี้จะมีประเด็นอะไรที่น่าสนใจบ้าง ไปชมกันได้เลย


5. เจ้าหนูเทรนท์ตอกย้ำความเก่งกาจ

5 ประเด็นร้อนหลังหงส์บุดเชือดแมนซิตี้ ร่วงชปล.

 

หากจะเลือกแนวรับที่โชว์ฟอร์มได้ดีที่สุดของคู่นี้ทั้งสองเกม ชื่อของเทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จะต้องติดอยู่ด้วยแน่นอน

เจ้าหนูวัย 19 ปี ตามเล่นงานลีรอย ซาเน่ ทั้งสองเกมจนดาวเตะอินทรีเหล็กทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐาน โดยทั้งสองเกม อาร์โนลด์ เป็นผู้เล่นลิเวอร์พูลที่ตัดบอลได้มากที่สุดที่ 13 ครั้ง และเข้าปะทะสำเร็จถึง 7 ครั้งด้วยกัน

4. สเตอร์ลิ่งไม่เคยชนะลิเวอร์พูล

5 ประเด็นร้อนหลังหงส์บุดเชือดแมนซิตี้ ร่วงชปล.

นับตั้งแต่ดึงราฮีม สเตอร์ลิ่ง มาจากลิเวอร์พูล เมื่อปี 2015 ยามใดที่แมนฯซิตี้ มีเขาอยู่ในสนามยามเจอหงส์แดง เรือใบสีฟ้า ไม่เคยเอาชนะลิเวอร์พูลได้เลยสักครั้ง ซึ่งในเกมลีกที่ชนะ 5-0 เกมนั้นก็ไม่มีเจ้าตัวอยู่ในสนาม

อีกหนึ่งที่ตอกย้ำสเตอร์ลิง คือ แม้เกมนี้เขาจะเป็นผู้แอสซิสต์ให้กับกาเบรียล เชซุส แต่นอกนั้นเขาสามารถยกระดับทีมได้เลย โดยมีเปอร์เซ็นต์ผ่านบอลสำเร็จเพียง 63 % และลูกครอสก็ไม่เข้าเป้าแม้แต่ครั้งเดียว

บางทีในเกมหน้าที่เจอกัน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คงต้องเก็บสเตอร์ลิ่งไว้ที่บ้านเสียแล้ว

3. ลิเวอร์พูลบันทึกสถิติใหม่

5 ประเด็นร้อนหลังหงส์บุดเชือดแมนซิตี้ ร่วงชปล.

จากชัยชนะในเกมนี้ทำให้เร้ด แมชชีน ได้สร้างสถิติใหม่ให้กับทีมจากอังกฤษ นั่นคือการยิงในรายการนี้ ถึง 33 ลูก ทำลายสถิติเดิมของแมนฯยูไนเต็ด ที่เคยทำได้ 32 ประตู

ซึ่ง สามประสานแดนหน้าทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ ทำรวมกันไปแล้ว 22 ลูกในรายการนี้ และรวมกันทุกรายการถึง 80 ประตูเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ทั้งฟีร์มีโน่ และซาลาห์ เป็นผู้เล่นลิเวอร์พูลที่ยิงในรายการนี้มากที่สุด ที่จำนวน 8 ประตู

2. ฝันร้ายของเป๊ป

5 ประเด็นร้อนหลังหงส์บุดเชือดแมนซิตี้ ร่วงชปล.

ตลอด 7 วันที่ผ่านมาคือช่วงเวลาอันโหดร้ายในชีวิตการเป็นกุนซือของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า อย่างแท้จริง การแพ้ลิเวอร์พูลในเกมนี้ทำให้หงส์แดงเป็นทีมแรกที่เอาชนะเป๊ป ได้ถึง 3 ครั้งในหนึ่งฤดูกาล

นอกจากนี้ การไปบ่นใส่ผู้ตัดสินในระหว่างเดินเข้าอุโมงค์ ยังทำให้เขาโดนไล่ขึ้นไปนั่งบนสแตนด์จนไม่สามารถแก้เกมข้างสนามได้

1. ซาลาห์ กับ 50 ประตู

5 ประเด็นร้อนหลังหงส์บุดเชือดแมนซิตี้ ร่วงชปล.

หนึ่งประตูในเกมนี้ ทำให้ผลสกอร์รวมในฤดูกาลนี้ขยับไปที่ 39 ลูก และหากนับที่เจ้าตัวแอสซิสต์ให้เพื่อน 11 ลูก นั่นหมายความว่า ซาลาห์มีส่วนร่วมกับประตูของหงส์แดงไปแล้วถึง 50 ประตู

นอกจากนี้เขายังทาบชั้นกับ ซามูเอล เอโต้ ที่เป็นนักเตะแอฟริกันที่ยิงมากที่สุดในถ้วยนี้ต่อหนึ่งฤดูกาล 8 ประตู


ที่มา : siamsport

เมษายน 11th, 2018

Posted In: ข่าวบอล, ข่าวฟุตบอล

Leave a Comment

หน้าถัดไป »