เมื่อวันจันทร์ที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา แมนฯยู เปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เสมอกับ อาร์เซน่อล 1-1 ซึ่งผ่าน 7 นัดแรกของศึก พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูภายใต้การทำทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ทำผลงาน ได้ห่วยแตกที่สุดในรอบ 30 ปี จากการที่เก็บได้เพียง 9 คะแนนเท่านั้น แถมผลงานการคุมทีมในลีกของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ยังแย่กว่าช่วง 28 นัดสุดท้ายในยุคของ มูรินโญ่ อีกต่างหาก นัดที่ 28 ของ โซลชา เก็บแต้มในลีกได้เพียง 49 คะแนน โดยถ้าไปเทียบกับเกมลีก 28 นัดสุดท้ายของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคของ มูรินโญ่ แล้วนั้น ทีมของกุนซือชาวนอร์เวย์ก็เก็บแต้มได้น้อยกว่า 2 คะแนน

       ครั้งสุดท้ายก่อนหน้านี้ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำผลงานได้ย่ำแย่กว่าในซีซั่นนี้นั้น คือฤดูกาล 1989-90 ที่พวกเขาเก็บได้เพียง 7 คะแนนในช่วง 7 นัดแรก โดยสุดท้ายแล้วพวกเขาก็จบซีซั่นนั้นด้วยการเป็นอันดับที่ 13 ของตารางคะแนน ขณะที่ปัจจุบัน แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่ที่ 10 ของตารางคะแนน

       เดิมที โซลชา ก็พาลูกทีมทำผลงานได้น่าผิดหวังในช่วงไม่กี่เดือนสุดท้ายของซีซั่นก่อนอยู่แล้ว และต้นฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ยังมีฟอร์มที่ย่ำแย่ ต่อเนื่อง และเกิดคำถามมากมายว่า โซลชา ควรจะได้คุมทีมต่อไปหรือไม่ โดยเริ่มมีการต่อต้านของหมู่แฟนบอลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

       ปัญหาของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในตอนนี้คือการขาดทั้งคุณภาพและความเชื่อมั่น พวกเขาไม่ได้เปิดเกมบุกแบบเต็มที่เพื่อทำลายคู่แข่ง โดยเอาแต่เน้นไปที่การสวนกลับเร็ว ใครได้ดูเกมของ แมนฯยู ตอนนี้ต้องอึดอัดไปตามๆกัน และแกนหลักก็ยังโชว์ฟอร์มเก่งไม่ออกเหมือนว่าความมั่นใจกำลังหดหายลงไปเต็มที

       ต้องยอมรับว่าตอนนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กำลังเก้าอี้ร้อนสุดๆ และเรามาดูผลงานทั้งหมดย้อนหลังของ 5 กุนซือที่ทำทีมแมนฯยูลงแข่งขันภายใต้ชื่อพรีเมียร์ลีก ว่าแต่ละคนมีผลงานย่ำแย่ที่สุดปีไหนและอย่างไรกันบ้าง

กุนซือ : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

ฤดูกาลที่แย่สุด : 2019-20

นักเตะที่คว้ามาร่วมทีม
แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (เลสเตอร์) – 80 ล้านปอนด์
อารอน วาน-บิสซาก้า (พาเลซ) – 50 ล้านปอนด์
แดเนียล เจมส์ (สวอนซี) – 17 ล้านปอนด์

       กุนซือชาวนอร์เวย์ยังคงได้รับการสนับสนุนจาก เอ็ด วู๊ดเวิร์ด อย่างเต็มที่หลังจัดการเสริมทัพผู้เล่นใหม่โดยเฉพาะการได้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ และ อาร์รอน วาน-บิสซาก้า สองแนวรับมาเสริมทัพ

       อย่างไรก็ตามปัญหาของ โซลชา ในเวลานี้คือการขาดแคลนกองหน้าอาชีพหลังปล่อย โรเมลู ลูกากู และ อเล็กซิส ซานเชส ออกจากทีม ซึ่งเรื่องดังกล่าวเริ่มจะส่งผลกระทบกับทีมแล้ว โดยเวลานี้พวกเขารั้งอันดับ 11 หลังผ่าน 6 นัดแรก

ไลน์ อัพ ตัวจริง : ดาบิด เดเคอา, อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์, สกอตต แม็คโทมิเนย์, ปอล ป็อกบา, แดเนียล เจมส์, เจสซี่ ลินการ์ด, มาคัส แรชฟอร์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

กุนซือ : โชเซ่ มูรินโญ่

ฤดูกาลที่แย่ที่สุด : 2018-19
อันดับในลีก : 6
เอฟเอ คัพ : รอบก่อนรองชนะเลิศ
ลีก คัพ : รอบสาม
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : รอบก่อนรองชนะเลิศ

นักเตะที่คว้ามาร่วมทีม
เฟร็ด (ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค) – 52 ล้านปอนด์
ดิโอโก้ ดาโลต์ (ปอร์โต้) – 19 ล้านปอนด์
ลี แกรนท์ (สโต๊ค) – 1.5 ล้านปอนด์

       ฤดูกาลที่สามของกุนซือชาวโปรตุกีสในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นปีที่เกิดความวุ่นวายภายในทีมอย่างมาก ก่อนเริ่มต้นฤดูกาล มูรินโญ่ ตั้งเป้าคว้านักเตะมาร่วมทีมหลายรายทั้ง แฮร์รี่ แม็กไกวร์, โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ และ เยอโรม บัวเต็ง แต่สุดท้ายกลับไม่ได้รับการอนุมัติจาก เอ็ด วู๊ดเวิร์ด และมาได้ เฟร็ด, ดิโอโก้ ดาโลต์, ลี แกรนท์ มาแทน

       ฤดูกาลนี้ มูรินโญ่ ต้องเจอกับเรื่องนอกสนามโดยเฉพาะการมีปัญหากับ ปอล ป็อกบา ซึ่งมันส่งผลกระทบมาถึงผลงานของทีม การแพ้ต่อ ไบรท์ตัน และ สเปอร์ส ในเดือนสิงหาคมเริ่มมีสัญญาณบ่งบอกว่าสถานการณ์ของเขากำลังย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จนมาถึงเกมแดงเดือดที่แพ้ต่อ ลิเวอร์พูล 1-3 กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ “เดอะ สเปเชียลวัน” ต้องพ้นจากตำแหน่ง

       ก่อนจะเป็น โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกุนซือรักษาการณ์พาทีมทำผลงานได้ยอดเยี่ยมบนเวทียุโรปหักด่าน ปารีส แซง แชร์กแมง เข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศแต่สุดท้ายพวกเขาไม่สามารถต้านความแกร่งของ บาร์เซโลน่าได้

       ส่วนผลงานในลีกนั้นกุนซือชาวนอร์เวย์พาทีมทำงานตกลงไปในช่วงท้ายหลังจากได้รับสัญญาถาวรจากต้นสังกัด และพาทีมจบอันดับ 6

กุนซือ : หลุยส์ ฟาน กัล

ฤดูกาลที่แย่ที่สุด : 2015-16
อันดับในลีก : 5
เอฟเอ คัพ : แชมป์
ลีก คัพ : รอบสี่
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : ร่วงรอบแบ่งกลุ่ม
ยูโรปาลีก : รอบ 16 ทีม

นักเตะที่คว้ามาร่วมทีม
อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล (โมนาโก) – 54 ล้านปอนด์
มอร์กาน ชไนเดอร์ลิน (เซาธ์แฮมป์ตัน) – 28 ล้านปอนด์
เมมฟิส เดอปาย (พีเอสวี) – 30 ล้านปอนด์
มัตเตโอ ดาร์เมียน (โตริโน่) – 12.7 ล้านปอนด์
บาสเตียน ชไวสไตนเกอร์ (บาเยิร์นฯ) – 6 ล้านปอนด์
เซร์คิโอ โรเมโร่ (ซามพ์โดเรีย) – ฟรี

       ฤดูกาลที่สองของกุนซือชาวดัตช์ในการคุมทีมในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด พร้อมได้รับการหนุนจากบอร์ดบริหารในการเซ็นสัญญาคว้าตัวผู้เล่นมาหลายราย

       แมนยู เริ่มต้นฤดูกาลด้วยการอย่างยอดเยี่ยมด้วยการเอาชนะ ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ และ แอสตัน วิลล่า ก่อนจะมาสะดุดเสมอ นิวคาเสซิ่ล และแพ้ สวอนซี ตามลำดับ

       หลังจากนั้นในเดือนธันวาคมกลายเป็นช่วงที่ทีมทำผลงานได้น่าผิดหวังสุดๆเนื่องจากพวกเขาแพ้สามเกมรวดในลีกกับ บอร์นมัธ, นอริช และ สโต๊ค ซิตี้ นอกจากนี้ยังกระเด็นตกรอบแบ่งกลุ่มยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกอีกด้วย
แต่ในช่วงท้ายฤดูกาลกุนซือชาวดัตช์ก็ยังพาทีมมีแชมป์ติดไม้ติดมือส่งท้ายด้วยการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ จากการเอาชนะ คริสตัล พาเลซ ในช่วงต่อเวลา อย่างไรก็ตามมันไม่เพียงพอที่จะทำให้ ฟานกัล ได้อยู่ในตำแหน่งต่อไป

ไลน์ อัพ ตัวจริง : ดาบิด เดเคอา, มัตเตโอ ดาร์เมียน, คริส สมอลลิ่ง, แดเลย์ บลินด์, มาร์กอส โรโฮ, ไมเคิ่ล คาร์ริค, มอร์กาน ชไนเดอร์ลิน, อังเดร เอร์เรร่า, ฆวน มาต้า, เวย์น รูนีย์, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

ไลน์ อัพ ตัวจริง : ดาบิด เดเคอา, แอชลีย์ ยัง, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, คริส สมอลลิ่ง, ลุค ชอว์, เจสซี่ ลินการ์ด, อังเดร เอร์เรร่า, เนมานย่า มาติช, ปอล ป็อกบา, มาคัส แรชฟอร์ด, โรเมลู ลูกากู

กุนซือ : เดวิด มอยส์

ฤดูกาล : 2013-14
อันดับในลีก : 7
เอฟเอ คัพ : รอบสาม
ลีก คัพ : รอบรองชนะเลิศ
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : รอบก่อนรองชนะเลิศ

นักเตะที่คว้ามาร่วมทีม
มารูยาน เฟลไลนี่ (เอฟเวอร์ตัน) – 27.5 ล้านปอนด์
ฆวน มาต้า (เชลซี) – 37.1 ล้านปอนด์

ฤดูกาลแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด หลังจาก เซอร์ เอล็กซ์ เฟอร์กูสัน ประกาศวางมือก่อนสโมสรจะแต่งตั้ง เดวิด มอยส์ เข้ามาสานงานต่อ

       ปีแรกของ มอยส์ นั้นเขาล้มเหลวในการคว้าตัวกองกลางชั้นนำทั้ง เชส ฟาเบรกาส, โทนี่ โครส และ ดานิเอเล่ เด รอสซี่ ที่ปฏิเสธย้ายมาเล่นด้วยทั้งหมด รวมถึง แกเร็ธ เบล ที่มีข่าวพัวพันมาโดยตลอด ซึ่งสุดท้ายแล้วพวกเขาได้เพียง มารูยาน เฟลไลนี่ ซึ่งเป็นลูกทีมเก่า มอยส์ สมัยอยู่กับ เอฟเวอร์ตัน เพียงคนเดียวเท่านั้นในช่วงซัมเมอร์ ส่วน ฆวน มาต้า ย้ายจาก เชลซี มาร่วมทีมในเดือนมกราคม

       นอกจากเกมลีกจะมีผลงานที่ไม่สู้ดีแล้วผลงานรายการอื่นๆก็ย่ำแย่ไม่แพ้กันทั้งการพาทีมกระเด็นตกรอบเอฟเอ คัพ รอบ สาม จากน้ำมือของ สวอนซี แม้ทีมจะทะลุเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศในถ้วยบิ๊กเอียร์ แต่ก็ต้องมาร่วงตกรอบจากการแพ้ บาเยิร์น มิวนิค

       ชะตากรรมของ มอยส์ ขาดลงหลังจบเกมที่ “ปีศาจแดง” แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-2 ก่อนที่ ไรอัน กิ๊กส์ ที่เป็นผู้ช่วยจะขึ้นมาคุมทีมแทนชั่วงคราว

ไลน์ อัพ ตัวจริง : ดาบิด เดเคอา, ราฟาเอล, ฟิล โจนส์, เนมานย่า วิดิช, ปาทริช เอฟร่า, อันโตนิโอ วาเลนเซีย, ไมเคิ่ล คาร์ริค, มารูยาน เฟลไลนี่, ฆวน มาต้า, เวย์น รูนีย์, โรบิน ฟาน เพอร์ซี่

กุนซือ : เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

ฤดูกาลที่แย่ที่สุด : 2004-2005
อันดับในลีก : 3
เอฟเอ คัพ : รองแชมป์
ลีก คัพ : รอบรองชนะเลิศ
ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก : รอบ 16 ทีม

นักเตะที่คว้ามาร่วมทีม
เวย์น รูนีย์ (เอฟเวอร์ตัน) – 30 ล้านปอนด์
กาเบีรยล ไฮน์เซ่ (เปแอสเช) – 7 ล้านปอนด์
อลัน สมิธ (ลีดส์) – 7 ล้านปอนด์
เคราร์ด ปีเก้ (บาร์เซโลน่า) – 4.7 ล้านปอนด์
เลียม มิลเนอร์ (เซลติก) – ฟรี

       ฤดูกาล 2004/05 ถือเป็นหนึ่งในฤดูกาลของ แมนฯ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ย่ำแย่ที่สุดอีกหนึ่งปี หลังจบอันดับ 3 ในพรีเมียร์ลีกพร้อมมีคะแนนตามหลังแชมป์อย่าง เชลซี ของกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่ ถึง 18 แต้ม

       เวย์น รูนีย์ เป็นผู้ทำประตูสูงสุดในลีกของทีมจากผลงาน 11 ประตูในฤดูกาลแรกของเขาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังจากที่ย้ายมาจาก เอฟเดวอร์ตัน ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในนักเตะไม่กี่คนในปีนี้ที่โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจ

       นอกจากผลงานในลีกจะทำได้ต่ำกว่ามาตรฐานแล้ว ในฟุตบอลถ้วยรายการอื่นๆก็ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือแม้แต่รายการเดียว เริ่มจากในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก พวกเขาถูก เอซี มิลาน เขี่ยร่วงในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ส่วนในลีก คัพ ก็แพ้ เชลซี ในรอบรองชนะเลิศ ขณะที่ในเอฟเอ คัพ แพ้จุดโทษ อาร์เซน่อล ในนัดชิงฯ

ไลน์ อัพ ตัวจริง : รอย แคร์โรล, แกรี่ เนวิลล์, ริโอ เฟอร์ดินานด์, เวสต์ บราวน์, กาเบรียล ไฮน์เซ่, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, รอย คีน, พอล สโคลส์, ไรอัน กิ๊กส์, เวย์น รูนีย์, รุด ฟาน นิสเตลรอย

ความผิดพลาดเต็มๆในฤดูกาลนี้ของ โซลชา

       ตอนนี้เราจะเห็นปัญหาว่าแมนฯยูขาดแคลนกองหน้าอย่างมาก ปัจจัยหลักก็คือในตลาดช่วงซัมเมอร์ของปีนี้นั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ปล่อยทั้ง โรเมลู ลูกากู และ อเล็กซิส ซานเชซ 2 กองหน้าของทีมไปให้ อินเตอร์ มิลาน แบบถาวรกับยืมตัว ตามลำดับ แต่เขากลับไม่ดึงหัวหอกคนไหนมาร่วมทีมเลย จนทำให้นักเตะประเภทศูนย์หน้าตามธรรมชาติเหลือเพียง มาร์คัส แรชฟอร์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และ เมสัน กรีนวู้ด เท่านั้น

       หลายคนมองว่าเรื่องดังกล่าวมีส่วนทำให้เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มีความสร้างสรรค์ และไม่มีประสิทธิภาพในการทำประตูมากพอในช่วงต้นฤดูกาลนี้ จนมีส่วนทำให้ผลงานของทีมย่ำแย่ตามไปด้วย

ระบบการเล่นและการแก้เกมของโซลชา

       โซลชา ยึดระบบการเล่น 4-2-3-1 เป็นหลัก ซึ่งมุมหนึ่งมันก็ดีที่มีสูตรการเล่นอย่างถาวรและตายตัว ไม่ใช่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนหาความลงตัวไม่ได้ ระบบนี้มีผู้เล่นในตำแหน่ง “หน้าต่ำ” เป็นตัวสร้างสรรค์เกมรุก ซึ่งพวกเขามีเวลามากมายในการตามล่าหาผู้เล่นที่เหมาะสมกับตำแหน่งมากกว่าที่ตัวเองมีอยู่ สุดท้ายปล่อยให้ตลาดลูกหนังปิดตัวลงโดยไม่ยอมซื้อใหม่ซะอย่างนั้น

       ผลปรากฏว่าไอ้ที่มีอยู่ไม่มีใครเล่นได้สักคน ไม่ว่าจะเป็นอันเดรียส เปเรยร่า, เจสซี่ ลินการ์ด หรือ ฆวน มาต้า ที่ชอบม้วนไปม้วนมาแล้วก็ส่งลูกคืนหลัง โดยไม่มีใครที่สามารถพลิกบอลหนีคู่แข่งไปข้างหน้าพลางเปิดป้อน หรือแทงทะลุช่องสวยๆ หรือแหวกเข้าไปกะซวกตาข่ายด้วยตัวเอง

       ปอล ป็อกบา อาจสวมบทเป็น “ผู้เล่นหมายเลข 10” ได้ แต่คงเสียประโยชน์ในการคุมจังหวะเกมตรงกลางและวางบอลยาวไปซะเปล่าๆ หากต้องขยับขึ้นไปเล่นในตำแหน่งนี้

       สรุปคือไม่มีใครเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าต่ำ ซึ่งผ่านไป 3-4 นัดก็น่าจะมองเห็นแล้ว และในเมื่อไม่มีใครเหมาะ ผู้เป็นกุนซือก็สามารถปรับระบบจาก 4-2-3-1 มาเป็น 4-3-3 อาศัยการทำงานร่วมกันในแดนกลางได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็ยังดันทุรังใช้รูปแบบการเล่นเดิมๆ แบบตะบี้ตะบันอยู่อย่างนั้น ทั้งที่เห็นอยู่ทนโท่ว่ามันไม่เวิร์ค

       นอกจากนี้เล่ห์เหลี่ยมและกลยุทธ์ลูกหนังก็ธรรมดามากๆ ประสิทธิ์ภาพในเกมรุกจึงแย่เอามากๆ กว่าจะได้สักประตูต้องรอจังหวะที่มันโป๊ะเช๊ะจริงๆ หรือรอจุดโทษจากผู้ตัดสิน

ผลงานที่ย่ำแย่จนบ่อนหั่นราคา แมนฯยู จะเด้ง โซลชา ก่อนคริสต์มาส

       แล็ดโบร๊กส์ บริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายของประเทศอังกฤษ หั่นอัตราต่อรองที่ แมนฯยูไนเต็ด จะปลด โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม ก่อนวันที่ 25 ธันวาคมนี้ ลงมาเหลือแค่ 7/2 (แทง 2 จ่าย 7 ไม่รวมทุน) แล้ว

       หลังจาก โซลชา พาทีมชนะ เชลซี 4-0 ในนัดเปิดสนาม พรีเมียร์ลีก ฟอร์มการเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ย่ำแย่ลง โดยเก็บชัยชนะในลีกเพิ่มได้อีกเพียงนัดเดียว และเสมอกับแพ้อีกอย่างละ 2 นัด ทำให้ตอนนี้มีเพียง 8 แต้ม และอยู่อันดับ 8 ของตารางคะแนน

       นอกจากนั้น ในเกมล่าสุด “ปีศาจแดง” ต้องออกแรงเหนื่อยกว่าที่จะเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เอาชนะดวลจุดโทษ รอชเดล ทีมจาก ลีก วัน ในศึก คาราบาว คัพ รอบสาม เมื่อวันพุธที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา หลังเสมอ 1-1 ในเวลา 90 นาที

       ตอนเริ่มต้นฤดูกาล ราคาที่ โซลชา จะโดนเด้งก่อนคริสต์มาสอยู่ที่ 20/1 (แทง 1 จ่าย 20 ไม่รวมทุน) แต่ด้วยผลงานที่ย่ำแย่ทำให้ร้านพูลเมืองผู้ดีต้องหั่นราคาลงมาอย่างฮวบฮาบ ส่วนราคาโดนไล่ออกก่อนจบฤดูกาลอยู่ที่ 2/1 (แทง 1 จ่าย 2 ไม่รวมทุน)

       ขณะเดียวกัน แล็ดโบร๊กส์ ยกให้ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ผู้จัดการทีม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นเต็ง 1 ที่จะได้เป็นกุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คนใหม่ หาก โซลชา ต้องกระเด็นออกจากถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

อัตราต่อรองผู้จัดการทีมคนใหม่ แมนฯ ยูไนเต็ด ของ แล็ดโบร๊กส์
1. เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ 5/2 (แทง 2 จ่าย 5 ไม่รวมทุน)
2. มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี 5/1
3. เอริก เทน ฮาก 7/1
4. ไมเคิ่ล คาร์ริก 10/1
5. โลร็องต์ บล็องก์ 12/1
6. ราฟาเอล เบนิเตซ 16/1
7. อาร์แซน เวนเกอร์ 20/1
7. แกเร็ธ เซาธ์เกต 20/1
7. เบรนแดน ร็อดเจอร์ส 20/1

       สังเกตได้ว่า ยิ่งคุมทีม โซลชา ก็ยิ่งหมดมุก และมันฟ้องให้เห็นว่าเขาไม่ใช่คนที่จะกอบกู้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เลย ก็ขนาดกุนซือระดับอ๋องทั้ง หลุยส์ ฟาน กัล และ โชเซ่ มูรินโญ่ ยังพาทีมกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ไม่ได้ แล้วดีกรีอย่าง โซลชา จะทำได้สำเร็จล่ะหรือ?

       ว่ากันตามจริง ขุนพล ผีแดง ชุดปัจจุบันนี้มีฝีเท้าที่ด้อยคุณภาพอย่างแรง ไม่ผ่านมาตรฐาน ฉะนั้นแล้ว จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าเหลือหลายที่สโมสรใช้เงินในจุดนี้ได้อย่างไม่คุ้มค่า เพราะไม่ว่าจะดึงใครเข้ามาเสริมทัพก็ล้วนเอาดีไม่ได้ซะเป็นส่วนใหญ่

       นอกจากนักเตะในทีมจะไม่เอาไหนแล้ว กุนซือระดับอย่าง โซลชา ก็พิสูจน์ตัวเองมาไม่มากพอ มันจึงเป็นสองแรงบวกทำให้ ผีแดง ตกต่ำดำดิ่งไม่เลิก รวมแล้วนับตั้งแต่ได้กุมบังเหียน แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการ โซลชา ถูกแฉสถิติออกมาว่าเขาทำได้แค่พาทีมรั้งอันดับที่ 13 ของตารางพรีเมียร์ลีกเท่านั้น

       แมนฯ ยูไนเต็ด มีพร้อมทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกำลังเงินที่ไม่เป็นรองใครทั้งนั้น หากแต่สิ่งที่พวกเขาเป็นรองหลายๆทีมก็คือบุคคลากรนั่นเอง หากเปรียบเป็นกองทัพ นาทีนี้แม่ทัพอย่าง โซลชา ก็ไม่ได้กล้าแกร่งมากพอที่จะบัญชาการรบได้เลย เรียกว่าต่อให้รบกี่รอบก็เตรียมตัวแพ้ได้เลย และมันแน่ยิ่งกว่าแช่แป้งอยู่แล้วว่า โซลชา จะต้องกระเด็นออกจากโรงละคร ไม่ช้าก็เร็ว

       ถึงตอนนี้ บอร์ด ผีแดง ได้แต่ซื้อเวลาเท่านั้นเพราะอันที่จริงพวกเขาเพิ่งมอบสัญญาสามปีให้กับ โซลชา เมื่อหกเดือนก่อนนี่เอง หากจะปลดแล้วเปลี่ยนผู้จัดการทีมกันใหม่ตั้งแต่วันนี้พรุ่งนี้ มันก็จะเหมือนเด็กเล่นขายของมากเกินไป น่าเสียดายที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เมิน อันโตนิโอ คอนเต้ อดีตกุนซือ เชลซี ซึ่งมีดีกรีเหนือกว่า โซลชา หลายขีดขั้น

       เพราะหลังจากเอือมระอากับแผนการเล่นที่น่าง่วงประดุจยานอนหลับชั้นดีของ ฟาน กัล ซึ่งเน้นครองบอลท่าเดียว เรื่อยมาจนถึงตำราพิชัยสงครามฉบับ “รถบัส” ของ มูรินโญ่ แฟนผีจึงเรียกร้องอยากได้คนในหวนกลับมาคุมทัพ แล้วในที่สุด พวกเขาก็สมดังหวังเนื่องจาก โซลชา ก็ถือเป็นอีกหนึ่งศิษย์รักของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หากแต่ยามนี้ ช่วงเวลาของการ ฮันนีมูน ผ่านไปแล้ว โซลชา จึงเริ่มได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกรุมขับไล่จากสาวกปีศาจ

       20 ต.ค.มันน่าจะเป็นเกมที่สำคัญที่สุดในซีซั่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งก็คือการเปิดบ้านต้อนรับ ลิเวอร์พูล อริตลอดกาลในเกมแดงเดือด

       จากฟอร์มการเล่นเท่าที่เห็น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแฟนผีมักน้อยแน่ และหวังแค่ว่าทีมรักแชร์แต้มกับ ลิเวอร์พูล ในรังได้ก็เป็นสุขใจแล้วเพราะอย่างน้อยมันก็เป็นการปัดแข้งปัดขา หงส์แดง ได้เล็กๆ ว่าแต่ว่า โซลชา จะอยู่คุมทีมได้จนถึงวันนั้นหรือเปล่า

ตุลาคม 2nd, 2019

Posted In: ข่าวบอล

Leave a Comment

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับเป้าหมายเป็นทีมแรกของอังกฤษที่คว้าครบทั้ง 4 แชมป์ภายในฤดูการเดียวกัน 

สามารถป้องกันแชมป์ คาราบาวคัพ หรือ อีเอฟแอลคัพ ซึ่งเป็นแชมป์แรกในฤดูกาลของแมนฯซิตี้

แมนฯซิตี้ สามารถคว้าแชมป์แรกของฤดูกาลในถ้วยคาราวบาวคัพ (ชื่อตามสปอนเซอร์ ผลิตภัณฑ์ของคนไทย) ชื่ออย่างเป็นทางการก็คือ อีเอฟแอลคัพ โดยในช่วง 120 นาที ไม่มีใครสามารถเจาะประตูได้ ต้องตัดสินกันที่การดวลจุดโทษ ซึ่งเป็น แมนฯซิตี้ แม่นโทษกว่าเอาชนะไป 4-3  คนที่พลาด คนเดียวคือ เลรอย ซาเน่  ส่วนเชลซี จอร์จินโญ่ กับ ลุยซ์ พลาด ทำให้ เรือใบ ป้องกันแชมป์สำเร็จ และสามารถคว้าแชมป์ได้ 3 ครั้งในรอบ 4 ปีด้วย แถมสถิติ 10 ปีหลังพวกเขาก็เป็นทีมที่คว้าแชมป์มากที่สุดไว้ที่ 5 ครั้ง ส่วนสถิติรวมของสโมสรอยู่ที่ 6 ครั้ง

เป้าหมายกับ 3 ถ้วยที่เหลือให้ชิงชัย

เป้าหมายของพวกเขาไม่ได้หยุดตรงแค่ตำแหน่งแชมป์ อีเอฟแอลคัพ เพียงอย่างเดียวแน่ แต่เป้าหมายรวมทั้งหมดคือการกวาดทุกแชมป์ที่พวกเค้าลงชิงชัย ซึ่งก็คือ 4 ถ้วย เราจะเห็นได้จากการที่พวกเขาเล่นกันอย่างเอาจริงเอาจังในทุกแมตซ์การแข่งขัน ตอนนี้ยังเหลืออีก 3 ถ้วยที่ลงชิงชัย โดยพวกเขาก็ยังอยู่ในเส้นทางทั้งหมดและมีแนวโน้มที่ดีต่อการเข้ารอบหรือลุ้นแชมป์ทั้งหมดอีกด้วย

ย้อนประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษทีมที่สามารถสร้างปรากฏการณ์คว้าแชมป์ในปีเดียวกันมากที่สุดก็คือ แมนฯยูไนเต็ต สโมสรร่วมเมืองกับพวกเขา โดยในปี 1998-1999 สมัยการคุมทีมของ ท่านเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และเป็นสมัยที่ เดวิด แบ็คแฮม และ โอเล่ กุนนาร์โซลซา ยังค้าแข้งอยู่ ด้วยการเป็นทีมแรกของอังกฤษที่คว้า ทริปเปิลแชมป์ สำเร็จซึ่งประกอบด้วย พรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ และ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้ในฤดูกาลเดียวกันอย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอล ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ครบ 90 นาทีทีมยังตามหลัง บาเยิร์น มิวนิค คู่ชิงอยู่ 1-0 แต่แล้วในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 3 นาทีนั้น แมนฯยูสามารถทำได้ถึงสองประตูพลิกกลับมาชนะด้วยสกอร์ 2-1 ได้อย่างเหลือเชื่อจากประตูของ เท็ดดี เชอริงแฮม และ “เพชฌฆาตหน้าทารก” โอเล่ กุนนาร์โซลซา (ผู้ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมในปัจจุบันนั่นเอง) ซึงจากการคว้าสามแชมป์ ทำให้ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้รับการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากสมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบถที่ 2 เป็น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เพื่อตอบแทนผลงานด้วย

โอกาสในการกวาดแชมป์ที่เหลือ

ส่วนแนวโน้มที่ แมนฯซิตี้ จะทำได้เทียบเท่าหรือเหนือกว่า แมนฯยู มีความเป็นไปได้สูงมากเช่นกัน

โดยในพรีเมียร์ลีกตอนนี้ก็อยู่ลำดับที่ 2 ตามหลัง ลิเวอร์พูล ผู้นำอยู่ 1 แต้ม แต่โมเมนตั้มนั้นอยู่ทางฝั่ง แมนฯซิตี้ ชัดเจน เพราะคู่แข่งกำลังประสบปัญหานักเตะกดดันอย่างหนักทำให้โชว์ฟอร์มได้ไม่ดีเท่า

ส่วนในถ้วย เอฟเอคัพ ตอนนี้ก็ยังอยู่ในเส้นทาง เมื่อสามารถผ่านเข้ารอบ ควอเตอร์ไฟน่อล เป็นที่เรียบร้อย โดยคู่ต่อสู้ด่านต่อไปก็คือการไปเยือน สวอนซี ทีมจากลีกต่ำกว่า โอกาสแชมป์ในถ้วยนี้เป็นไปได้สูงเพราะคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดที่พอจะสู้พวกเขาได้ก็เหลือแค่ แมนฯยู คู่ปรับร่วมเมืองเท่านั้น และผลงานแต่ละรอบพวกเขาไล่อัดคู่แข่งพังแบบไม่เป็นท่า ชนิดที่ว่ายิงกันเป็นประวัติศาสตร์กันเลยทีเดียว

ส่วนถ้วยใบใหญ่ที่สุดของยุโรป ในรายการ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก พวกเขาคือเต็ง 1 ของรายการ โอกาสผ่านเข้ารอบควอเตอร์ไฟน่อลนั้นเริ่มเห็นชัดเจน เมื่อเลกแรกบุกไปชนะ ชาลเก้ มา 3-2 ทั้งๆที่ตามหลังก่อนและเสียเปรียบตัวผู้เล่นจากใบแดงด้วย แต่ขุมกำลังแค่ 10 คนก็สามารถยิงแซงกลับมาชนะได้อย่างสุดยอด ทำให้โปรแกรมเลก 2 ซึ่งเป็นเกมในบ้านถือว่าไม่ยากเย็นนักเพราะได้เปรียบทั้งสกอร์ที่นำและอเวย์โกลด์อีก หากผ่านเข้ารอบด่านต่อไปไม่ว่าเจอใครตอนนี้พวกเขาไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น

ต่อไปเรามาดูประเด็นที่จะพาพวกเขาไปให้ถึงฝั่งฝันแห่งความสำเร็จกับการสร้างประวัติศาสตร์แห่งโลกลูกหนังในฤดูกาลนี้ ซึ่งจะแยกเป็นหัวข้อหลักได้ 2 ประเด็นดังนี้

1 ขุมกำลังอะไหล่ชั้นยอดที่ดีที่สุดในโลก หากไม่นับแค่ 11 คนแรกเท่านั้น

ว่ากันตามจริงหากจะนับแต่ 11 ตัวจริงแล้ว พวกเขาก็เป็นรองไม่กี่ทีมในโลกใบนี้ อาจจะแค่ บาร์เซโลน่า , เรอัลมาดริด , เปแอสเช เท่านั้นด้วยซ้ำ ส่วนขุมกำลังเสริมไม่ปฏิเสธได้เลยว่า แมนฯซิตี้ มีขุมกำลังอะไหล่ที่ดีที่สุดในโลก

และสำคัญเป็นอย่างมากต่อการคว้าแชมป์ เพราะเนื่องจากโปรแกรมฟุตบอลในแต่ละฤดูกาลมีการแข่งขันในระยะยาว ร่วม 8-9 เดือน องค์ประกอบหลักคืออะไหล่ทดแทน ยามตัวหลักได้รับบาดเจ็บและการรักษาสภาพความสดของนักเตะให้พร้อมที่สุดกว่าจะจบฤดูกาล โดย แมนฯซิตี้ มีการสะสมขุมกำลังโดยการดึงนักเตะชั้นดีเข้าสู่ทีมมากมายและถือว่ามูลค่ารวมอาจะสูงที่สุดในโลก เกรดนักเตะตัวจริงและสำรองไม่ต่างกันมาก ทำให้ผู้จัดการทีมได้เลือกใช้สอยมากมายไม่ว่าจะใช้วิธีการโรเตชั่นผู้เล่นยังไงทีมก็ไม่เสียทรง ซึ่งจุดนีก็ต้องยกเครดิตให้ เป็บ กวาดิโอล่า ด้วยเช่นกันที่สามารถผสมผลานนักเตะได้อย่างลงตัว

2 เป็บ กวาร์ดิโอล่า ผู้เข้ามาเปลี่ยนแปลงทีมได้อย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพในเกมรุกมากที่สุดกว่าที่เคยเป็นมา

ในฤดูกาล 2016–17 แมนฯซิตี้ได้แต่งตั้งให้ เป็บ กวาร์ดิโอลา เป็นผู้จัดการทีมแทนที่ของ เปเยกรีนี โดยมีการเซ็นสัญญาเป็นระยะเวลา 3 ปี

ประวัติในสมัยค้าแข้งของ เป็บ กวาร์ดิโอลา เคยเล่นในตำแหน่ง กองกลางตัวรับ โดยเล่นให้กับ บาร์เซโลน่า และทำให้เขาได้แชมป์มากมายรวมถึงยังเป็นส่วนหนึ่งของทีมยุคของ โยฮัน ครัฟฟ์ ที่นำทีมชนะการแข่งขัน ยูโรเปียนคัพ ครั้งแรกได้อีกด้วย ส่วนในนามทีมชาติก็เคยติดทีมชาติสเปน และสามารถคว้าแชมป์ ชนะเลิศโอลิมปิกได้ 1 สมัยในปี 1992

จุดเริ่มต้นแห่งการเรียนรู้ก็คือสมัยค้าแข้งให้กับ บาร์เซโลน่า ในยุคที่ โยฮัน ครัฟฟ์ คุมทีมด้วยศาสตร์ฟุตบอลที่เน้นเกมรุกด้วยรูปแบบ โททั่ลฟุตบอล อันเลื่องชื่อของ อาแจ็กซ์และฮอลแลนด์ ที่อดีตตำนานผู้นี้นำมาใช้กับสโมสรในสเปนสมัยคุมทีม เป็บ กวาริดิโอล่า เองก็ได้เรียนรู้และศึกษาแนวทางการทำทีมของอดีตนายใหญ่ผู้ล่วงลับในสมัยค้าแข้งเช่นกัน เพราะหากเจาะลึกแนวทางการเล่นของทุกทีมที่เขาคุม ก็ใช้หลักเดียวกันทั้งหมด การเติมเกมหรือทดแทนตำแหน่งในการเข้าทำอันหลากหลายก็มาในแบบที่เขาประยุกต์เอาจากระบบ โททัลฟุตบอล แทบทั้งสิ้น

ประวัติในการคุมทีม เป็บ กวาร์ดิโอลา ได้แชมป์มาอย่างมากมาย เอาเฉพาะถ้วยหลักรวมแล้วก็ 18 ใบ แยกเป็นแชมป์ลีกทั้งหมด 7 ใบ(บาร์เซโลนา 3 บาเยิร์น มิวนิค 3 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1) และแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก 2 สมัย(บาร์เซโลน่า) หากนับเฉพาะแมนฯซิตี้แล้วเขาคุมทีมมา 3 ปี ตอนนี้กวาดแชมป์ไปแล้วรวม 3 ใบ

เป็บ กวาร์ดิโอลา เข้ามาสร้างความแตกต่างและฉุดให้แมนฯซิตี้ กลับมาเหนือกว่าทุกทีมได้อีกครั้ง ย้อนหลังไปในขณะนั้นแมนฯซิตี้ ที่ขุมกำลังไม่ต่างจากชุดนี้เท่าไหร่ ผลงานเริ่มถดถอย ผลพวงอาจจะเพราะนักเตะเริ่มหมดแรงจูงใจกับเป้าหมายแชมป์ อีกทั้งระบบการเล่นที่แสนจะน่าเบื่อและไม่สามารถตอบโจทย์นักเตะมากนัก แต่การมาของ เป็บ กวาร์ดิโอลา ที่นำระบบใหม่มาใช้ทำให้เปลี่ยนทรรศคติของนักเตะไปอย่างสิ้นเชิง เกิดความท้าทายใหม่และอยากที่จะเรียนรู้กับระบบที่ถือว่าดีที่สุดและยากที่สุดในโลก ผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงผ่านมา 2-3 ปี แสดงให้เห็นแล้วว่าประสิทธิภาพเกมรุกเป็นอย่างไรทั้งในเกมยุโรปและเกมลีก เมื่อยิงเหนือคู่แข่งด้วยจำนวนประตูที่ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเหนือกว่าทุกๆทีม ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่าตอนนี้ แมนฯซิตี้ คือเต็ง 1 ในทุกรายการที่ลงชิงชัย

ตอนนี้โปรแกรมการแข่งขันเหลืออีกไม่นานเกิน 3 เดือน หาก แมนฯซิตี้ ยังรักษาระดับและมาตรฐานการเล่นในแบบที่เป็นอยู่ในขณะนี้เอาไว้ได้ เชื่อว่าเป้าหมายทั้งหมดไม่เกินฝันแน่นอน อาจจะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการลูกหนังของโลก ในฐานะสโมสรและตัวผู้จัดการทีมก็เป็นได้

– บูมเมอแรง –

กุมภาพันธ์ 26th, 2019

Posted In: ข่าวบอล

Leave a Comment