สมัครสมาชิก แทงบอลออนไลน์

---หรือ---

แชมป์พรีเมียร์ลีกหนแรกของ ลิเวอร์พูล ทำไมมันถึงได้ยากเย็นแสนเข็ญขนาดนี้

แชมป์พรีเมียร์ลีกหนแรกของ ลิเวอร์พูล ทำไมมันถึงได้ยากเย็นแสนเข็ญขนาดนี้

ผ่านสัปดาห์ที่ 26 ของศึกลูกหนังที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลกอย่างศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ซึ่งนับวันการแข่งขันยิ่งใกล้ใกล้เข้าสู่โค้งสุดท้ายไปเรื่อยๆ งานคว้าแชมป์ครั้งแรกในนามว่า พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ของ ลิเวอร์พูล ดูยิ่งจะเป็นงานยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะตอนนี้กำลังโดนคู่แข่งกดดันเข้ามาอย่างหนักหน่วง ด้วยผลชัยชนะที่ แมนฯซิตี้ มีต่อคู่แข่งอย่าง เชลซี ไปแบบถล่มทลายด้วยสกอร์ 6-0 อาจจะไม่ใช่แค่ เชลซี ที่เสียหน้าแต่ก็เป็นการข่มขวัญ ลิเวอร์พูล ไปในตัวด้วย ซึ่งการเล่นสงครามจิตวิทยาครั้งนี้ทำให้ หงส์แดง ยิ่งกดดันเข้าไปใหญ่ จริงอยู่ที่ ลิเวอร์พูล เคยครองแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษมาแล้ว 18 ครั้ง แต่พวกเขาก็ไม่เคยได้สัมผัสถ้วยพรีเมียร์ลีกแม้แต่เพียงสักครั้งเลย ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาได้แชมป์ลีกสูงสุด(ดิวิชั่น 1 เดิม) ก็คือปี 1990-1991 หรือ 30 ปีที่แล้ว

ลีกลูกหนังอังกฤษได้ยกระดับลีกของตัวเอง โดยใช้ชื่อว่า พรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) ภายใต้การบริหารของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ และเริ่มต้นฤดูกาลแข่งขันครั้งแรกในชื่อนี้ก็คือปี 1992-1993 โดยทีมที่ได้แชมป์ในครั้งแรกก็คือ แมนฯยู ซึ่งถือว่าเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 26 ปีของสโมสรของพวกเขาเลยทีเดียว และก็เหมือนว่าชื่อนี้เหมือนถูกโฉลกกับ แมนฯยู ก็อาจจะว่าได้ เพราะนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แมนฯยู ก็ได้แชมป์มากที่สุดถึง 13 ครั้ง และปัจจุบันมีเพียง 6 ทีมเท่านั้น ที่ชนะเลิศ ในการแข่งขันรายการนี้ ได้แก่ แมนฯยู 13 สมัย, เชลซี 5 สมัย, อาร์เซนอล กับ แมนเชสเตอร์ซิตี ทีมละ 3 สมัย, แบล็คเบิร์น กับ เลสเตอร์ ทีมละ 1 สมัย

ลิเวอร์พูลเข้าใกล้แชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุดก็คือ ในฤดูกาล 2013-14 ซึ่งปีนั้นมีโอกาสสูงที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยในช่วงท้ายฤดูกาลสามารถทำสถิติชนะรวดติดต่อกันมากถึง 11 นัด และ หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าของทีมก็เป็นผู้เล่นที่ยิงประตูได้สูงสุดของลีก ทำให้เป็นทีมมีคะแนนเป็นอันดับหนึ่งของตารางคะแนน แต่ทว่าในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายก่อนสิ้นสุดฤดูกาล ลิเวอร์พูล บุกไปแพ้ต่อ เชลซี และเสมอต่อ คริสตัลพาเลซ จนทำให้ แมนฯซิตี ซึ่งเป็นทีมที่มีคะแนนเป็นอันดับสอง แต่แข่งน้อยกว่าหนึ่งนัด สามารถแซงหน้าและได้แชมป์ไปในที่สุด ด้วยคะแนน 86 คะแนน ขณะที่ ลิเวอร์พูล ทำได้ 84 คะแนน จบฤดูกาลลงด้วยอันดับที่ 2

ฤดูกาลนี้ก็เหมือนว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง เพราะในขณะตัวเองสะดุด แต่คู่แข่งที่สำคัญอย่าง แมนฯซิตี้ ก็ชนะแบบถล่มทลายเป็นว่าเล่นไม่ว่าจะเจอโปรแกรมหนักหนาสาหัสสักเพียงใดก็ตาม แตกต่างกับ ลิเวอร์พูล ที่เจอคู่ต่อสู้ในระดับที่ไม่แข็งมากนักแต่กว่าจะได้สามแต้มนั้นเล่นเอาหืดขึ้นคอเลยทีเดียว และบางนัดก็ทำได้เพียงแค่เสมอได้เพียง 1 แต้มเท่านั้น

หลายเหตุผลประกอบว่าทำไม ลิเวอร์พูล จากที่จะนำห่างไปเรื่อยๆในยามที่คู่แข่งพลาด แต่พวกเขากลับพลาดตามหลังบ่อยๆ จนในตอนนี้ถูกคู่แข่งทำคะแนนขึ้นมาทาบแล้วที่ 65 คะแนนเท่ากัน(แต่ ลิเวอร์พูล แข่งน้อยกว่า 1 นัด) โดยจะแยกเป็นประเด็นหลักๆเป็นหัวข้อดังนี้

1 ความกดดันคือสิ่งสำคัญ

หลายคนอาจตั้งจ้อสงสัยว่าความกดดันจะไปเกี่ยวอะไร และทำไมทีมอื่นๆทำได้ ตรงจุดนี้ก็อย่าเอาไปเปรียบเทียบกับทีมเล็กๆ ที่เคยคว้าแชมป์โดยเด็ดขาด เช่น แบล็คเบิร์น หรือแม้แต่ เลสเตอร์ เพราะเปรียบกันไม่ได้ในหลายๆด้าน โดยยกตัวอย่างหากจะเปรียบเทียบกับ เลสเตอร์ ที่ได้แชมป์ไปแบบไม่มีใครคาดฝันในฤดูกาล 2015–16 ซึ่งเป็นแชมป์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร ทั้งๆที่ช่วงปลายฟฤดูกาลพวกเขาน่าจะกดดันอย่างหนัก แต่ทำไมพวกเขาถึงผ่านมันไปได้ แต่ลิเวอร์พูลแบกรับความกดดันแล้วทำไมช่างแตกต่างกัน
โดยต้องไม่ลืมว่าในด้านความคาดหวังของแฟนๆ บอลทั่วโลกสองทีมนี้แตกต่างกัน โดยคนส่วนใหญ่จะจับตาและให้ความสำคัญและสนใจ ลิเวอร์พูล มากกว่า นักเตะเลยได้รับแรงกดดันที่มากกว่า ผิดกับ เลสเตอร์ ที่การคาดหวังต่ำ นักเตะก็เกรดต่ำกว่า ซึ่งหากพวกเขาทำได้หรือไม่ได้ก็ยังได้รับคำชื่นชมอยู่ดีเพราะด้วยผลงานที่สามารถเข้าป้ายพื้นที่ยุโรป แต่กับ ลิเวอร์พูล นั้นแตกต่างกันคือหากพลาดก็เสมอตัวหรืออาจจะเป็นเป้าโดนโจมตีในบางตำแหน่ง

ความกดดันจึงเป็นเหตุผลหลักที่จะทำให้นักเตะไม่สามารถแสดงความสามารถออกมาได้แบบเต็มตัว หรือหากเน้นมากเกินก็อาจจะแข็งจนเกิดการผิดพลาดได้เช่นกัน ไม่เหมือนยามที่เล่นเป็นแบบธรรมชาติ ความไหลลื่นความพริ้วความแม่นยำจะมีมากกว่า

 

2 ศักยภาพอะไหล่สำรองที่ใช้ทดแทนต่างกัน

จุดนี้ต้องยอมรับว่า ลิเวอร์พูล เป็นรองชัดเจน เหลือโปรแกรมอีก 12 นัดต้องภาวนาไม่ให้ตัวหลักหรือหัวใจของทีมต้องไม่โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานโดยเด็ดขาด

ลิเวอร์พูล ยอมทิ้งโปรแกรมทีก่อจะเกิดปัญหาให้กับนักเตะทั้งตัวจริงและอะไหล่หลักของทีม โดยการยอมทิ้งรายการบอลถ้วยในประเทศไปทั้งหมด และจริงๆพวกเขากะจะทิ้งโปรแกรมยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกไปเลยด้วยซ้ำ แต่ก็เพราะผลการแข่งขันเป็นใจให้สามารถลุยต่อได้ในนัดสุดท้ายของรอบแรก ซึ่งเราพอจะมองออกได้จากบทสัมภาษณ์ของ คล็อปป์ กับหลายๆสื่อก่อนจะจบรอบแรกด้วยซ้ำ

แต่ก็เหมือนว่าสิ่งที่ทำมาจะยังไม่เพียงพอเพราะฤดูกาลนี้การแข่งขันสูงกว่าทุกครั้ง เพราะหากพลาดแค่เกมเดียวไม่ได้เลย ต่างกับเมื่อก่อนที่มีสัก 85 แต้มก็อาจจะเพียงพอต่อการคว้าแชมป์ แต่ยุคนี้เงินเป็นตัวแปรที่จะชี้วัดโอกาสในการประสบความสำเร็จ หลายทีมซื้อนักเตะดังเข้ามาตุนในทีมมากมาย เพื่อรักษาสมดุลย์ของทีมและความฟิต ยกตัวอย่างเช่นแมนฯซิตี้ ไม่ว่าพวกเขาจะหมุนเวียนนักเตะลงเล่นอย่างไร การประสานงานและศักยภาพก็แทบจะไม่แตกต่างกันเลย ทำให้สามารถหวังลุ้นได้ทุกแชมป์ และในลีกจะกดคู่แข่งแข่งไปในตัวด้วยเพราะหากคู่แข่งพลาดแม้แต่นัดเดียวก็มีสิทธิ์โดนทิ้ง ห่าง

ซึ่งการทิ้งโปรแกรมบางอย่างไปจะส่งผลให้ ลิเวอร์พูล ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษที่ต้องการได้หรือไม่ หากพลาดก็เป็นอีกฤดูกาลที่คว้าน้ำเหลว โดยไม่มีแชมป์ติดมือสักรายการ

 

3 พยายามเดินรอยตามแมนฯยูเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย

แมนฯยูกว่าจะได้แชมป์ครั้งแรกที่รอคอยก็ต้องใช้ระยะเวลาถึง 26 ปี ซึ่งก่อนหน้านั้นก็เคยเฉียดได้มาหลายครั้งด้วยเช่นกัน

แต่ตัวแปรสำหรับพวกเค้าก็คือ การมาของ เอริก กองโตนา ที่ย้ายจากลีดส์ ยูไนเต็ดมาร่วมทีมเมื่อปี 1992 ซึ่งสร้างความแตกต่างและส่งผลต่อความสำเร็จของทีมเป็นอย่างมาก ทำให้ทีมได้แชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนั้นทันที ซึ่งนับเป็นแชมป์ลีกหนแรกในรอบ 26 ปี นับจากที่ได้มาครั้งล่าสุดในปี 1967

ซึ่งตรงจุดนี้ ลิเวอร์พูล ก็เหมือนว่าจะได้ตัวแปรที่สำคัญมาประกอบกันใน 2-3 ฤดูกาลหลัง นั่นคือการมาของ มาเน่ ,ฟานไดจ์ ,ซาลาห์ , อลิสซง ซึ่งทุกปัญหาในแต่ละตำแหน่งสามารถตอบโจทย์ให้กับทีมได้เป็นอย่างดีโดยการนำทีมของ คล็อปป์ หาก

4 คนหลักไม่ฟอร์มตกหรือได้รับบาดเจ็บ สิ่งที่เหล่าพลพรรคหงส์แดงทั่วโลกรอคอยมานานกว่า 30 ปีก็จะสิ้นสุดลงเสียที

ปัญหาหลักจริงๆก็คือขุนพล ลิเวอร์พูล ต้องคลายความกดดันของตัวเองลงให้ได้ เพื่อยืนในจุดที่ดีอีกครั้งให้ทันเวลา เพราะหากจะหวังให้คู่ต่อสู้พลาดแล้วมองว่ายากเหลือเกิน อย่าลืมว่าตอนนี้ แมนฯซิตี้ มีระบบทีมที่ดีที่สุดในโลก ศักยภาพตัวจริงกับสำรองไม่แตกต่างกัน โดยสามารถทดแทนกันได้ทั้งหมดแบบไม่มีจุดให้ติเลย เหลือ 12 นัดที่ยังให้ได้ลุ้นหากไม่มีอะไรผิดพลาดหวังว่าประวัติศาสตร์เดิมๆจะไม่กลับมาให้เป็นฝันร้ายกับเหล่าแฟนหงส์พันธ์แท้อีกครั้ง

-บูมเมอแรง-